LaDyhUnTeR's profileฉันเหงาเธอรู้ไหม ฉันเหงา...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

     
     
    พระประวัติ"สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ"

           สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์(ประสูติ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ กรุงลอนดอน) สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์) พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา)

                                             พระประสูติกาล

                                  

           สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประสูติเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ เมืองเอดินบะระ ประเทศอังกฤษ เป็นพระธิดาพระองค์แรกใน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระนามแรกประสูติตามที่โรงพยาบาลตั้งถวายคือ May ต่อมาเมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตั้งพระนามว่า หม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา มหิดล (คำว่า "วัฒนา" ในพระนาม ทรงตั้งตามพระนามาภิไธยของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา

           ทรงมีพระอนุชา 2 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 
              

                                                 

              หลังจากที่ประสูติได้ไม่นานนัก สมเด็จพระบรมราชชนกได้ทรงย้ายจากกรุงลอนดอนไปประทับอยู่ที่เมืองเซาท์บอน ทางฝั่งตะวันออก และหลังจากนั้นไปประทับที่เมืองบอสคัม ทางชายฝั่งทะเลด้านใต้ของประเทศอังกฤษ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ จนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2466 ได้ตามเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก และสมเด็จพระบรมราชชนนี เสด็จกลับประเทศไทย  

              เมื่อเสด็จถึงประเทศไทย สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้พระราชทานพระตำหนักใหญ่ของวังสระปทุมเป็นที่ประทับ พระพี่เลี้ยงเนื่อง จินตดุล ซึ่งเป็นพระสหายสนิทของสมเด็จพระบรมราชชนนี ระหว่างที่ทรงศึกษาวิชาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราช เป็นผู้ถวายการอภิบาล
           
              ต่อมา พ.ศ.2468 สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ตามเสด็จ สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนีไปประเทศเยอรมนีและประเทศฝรั่งเศส

    ชีวิตการศึกษา

           ใน พ.ศ.2469 สมเด็จพระบรมราชชนก เสด็จกลับประเทศไทย เพื่อทรงร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างนั้น สมเด็จพระบรมราชชนนี ได้ทรงนำพระธิดาและพระโอรสพระองค์ แรกไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และทรงฝากให้อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กโซเลย์ (Champ Soleil) หลายเดือน  สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จึงทรงเริ่มรับสั่งภาษาฝรั่งเศส
           
           ในปลาย พ.ศ.2469 สมเด็จพระบรมราชชนกได้ทรงนำครอบครัวไปประทับที่เมืองบอสตัน (Boston) ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเริ่มศึกษาในระดับอนุบาลที่โรงเรียนพาร์ค (Park School)  ใน พ.ศ.2471
           
           เมื่อสมเด็จพระบรมราชชนกทรงสำเร็จการศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาด (Harvard) จึงได้ทรงนำครอบครัวเสด็จกลับประเทศไทย และประทับ ณ พระตำหนักใหญ่ วังสระปทุม สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเข้าศึกษาในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนราชินี และทรงศึกษาอยู่จนถึง พ.ศ.2476 ภายหลังที่สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จทิวงคตใน พ.ศ.2472  สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประทับอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนถึง พ.ศ.2476 

           พ.ศ.2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศสละราชสมบัติ และรัฐบาลได้กราบบังคมทูลเชิญ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นครองราชย์สมบัติ หลังจากนั้นสมเด็จพระบรมราชชนนีทรงนำพระโอรส-พระธิดาไปประทับที่บ้านซึ่งพระราชทานนามว่า วิลล่าวัฒนา (Villa Vadhana) เมืองปุยยี ใกล้กับโลซาน
          

           พระองค์ได้เสด็จไปประทับยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยพระราชมารดาและพระเจ้าน้องยาเธอทั้ง ๒ พระองค์  ได้ทรงเข้ารับการศึกษาต่อจนจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ที่เมืองโลซาน โดยพระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการศึกษา ในการสอบเลื่อนชั้นแต่ละปี ทรงทำคะแนนได้ผลดีมาก โดยในปี 2485 ทรงสอบผ่านชั้นสุดท้ายเทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนปลายได้ดีเยี่ยมเป็นที่ 1 ของโรงเรียน และที่ 3  ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

            พ.ศ.2485 ได้เสด็จเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ในคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมี ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี และได้รับ Diplime de Chimiste A เมื่อ พ.ศ.2491 ในระหว่างที่ทรงศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยโลซานน์ ได้ทรงเข้าศึกษาหลักสูตรของสังคมศาสตร์ - ครุศาสตร์ Diplime de Sciences Sociales Podagogiques อันประกอบด้วยวิชาต่าง ๆ ในสาขาวิชาการศึกษา วรรณคดี ปรัชญา และจิตวิทยา แม้เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีสาขาวิชาเคมีแล้ว ก็ยังทรงศึกษาวิชาวรรณคดีและปรัชญาต่อไปอีกด้วยความสนพระหฤทัย

    พระราชกรณียกิจ

              สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ได้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายแก่ประเทศชาติ เพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มาโดยตลอด  ซึ่งทรงมีโครงการในพระอุปถัมภ์หลายร้อยโครงการ ทั้งด้านการแพทย์ ประวัติศาสตร์ ดนตรี ศิลปะ สัตว์เลี้ยง  ฯลฯ

              นอกจากนี้ยังทรงพระอัจริยภาพในด้านการประพันธ์ พระนิพนธ์ที่มีชื่อเสียง เช่น เวลาเป็นของมีค่า แม่เล่าให้ฟัง เจ้านายเล็กๆ  ยุวกษัตริย์ จุฬาลงกรณ์ราชสันตติวงศ์ มหามงกุฎราชสันตติวงศ์ และพระนิพนธ์เกี่ยวกับประเทศต่างๆ ที่เสด็จประพาส

              ปีพุทธศักราช 2512 ทรงรับเป็นอาจารย์ประจำที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทรงสอนและทรงงานด้านการบริหารในหน้าที่หัวหน้าสาขาวิชาการภาษาต่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วย ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น จีนและรัสเซีย ทรงเป็นผู้ดูแลและจัดทำหลักสูตร ดูแลการสอนของอาจารย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

              ปีพุทธศักราช 2516 ทรงจัดทำหลักสูตรปริญญาตรีสาขาภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสสำเร็จด้วยการผสมผสานความรู้ด้านภาษาและวรรณคดีให้เข้ากันอย่างเหมาะสม ทรงเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 8 ปี จากนั้น จึงทรงขอเป็นอาจารย์พิเศษอย่างเดียวด้วย ต้องทรงติดตามพระราชภารกิจในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ด้านหน่วยแพทย์เคลื่อนที่

              น้ำพระหฤทัยในความเป็นครูนั้นเปี่ยมล้นมิเหือดหาย ทรงรับเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่ขอมาตลอด ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เชียงใหม่ สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี หลายรุ่นและด้วยประสบการณ์และพระปรีชาญาณในการสอนภาษาฝรั่งเศสเป็นเวลาอันยาวนาน พุทธศักราช 2520 จึงทรงก่อตั้ง สมาคมครูสอนภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนความรู้ในการแก้ไขการสอนให้กับบรรดาครูทั้งหลายทรงได้รับการถวายพระเกียรติจากรัฐบาลฝรั่งเศส ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญตราชั้นสูงสุด ด้านศิลปะและอักษรศาสตร์ เมื่อพุทธศักราช 2522

              ทรงสนพระทัยการศึกษาของเยาวชน ได้อุปถัมภ์โครงการ โอลิมปิควิชาการ เพื่อการแข่งขันและพัฒนาวิชาการวิทยาศาสตร์ในประเทศให้ก้าวทันสากล ทรงสร้างสื่อการเรียนให้แก่เด็กเล็กในโรงเรียนชายแดน ที่มิได้มีโอกาสเรียนชั้นอนุบาล เพื่อสามารถอ่านเขียนทันเด็กที่เรียนล่วงหน้าไปก่อนเกณฑ์ และร่วมสร้างโรงเรียนในความดูแลของตำรวจตระเวนชายแดน ส่วนเด็กในกรุงเทพมหานครนั้น ทรงให้ความอนุเคราะห์เด็กเล็กในสลัมต่างๆ

              เมื่อทรงหยุดการสอน พระกรณียกิจส่วนใหญ่ จึงเป็นงานสังคมสงเคราะห์ ทั้งด้านการแพทย์ สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม นอกจากช่วยโครงการแพทย์อาสาในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ พอ.สว.แล้ว มีมูลนิธิ กองทุน สมาคม ศูนย์สงเคราะห์ อีกจำนวนมากกว่า 30 รายการ ที่พระองค์ทรงมีภาระในการบริหาร เช่น มูลนิธิโรคไต มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ มูลนิธิขาเทียม มูลนิธิสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม มูลนิธิโลกสีเขียว กองทุนหมอเจ้าฟ้า กองทุนการกุศล กว. กองทุนการกุศล สมเด็จย่า สมาคมปราบวัณโรคเชียงใหม่ สมาคมพยาบาลสาธารณสุขไทย ศูนย์เด็กอ่อนวัยก่อนเรียน ณ ศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์เนื้อเยื่อชีวภาพกรุงเทพ คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เป็นต้น 
                                         


              สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงได้รับการอภิบาลให้ทรงมีพระจริยวัตรโปรดการอ่าน การศึกษามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ สั่งสมประสบการณ์ทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ โบราณคดี สิ่งแวดล้อม และทรงนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองตลอดเวลา ด้วยความสนพระทัยในศาสตร์ทั้งหลาย จึงทรงเป็นทั้งเจ้าฟ้านักประพันธ์ และเจ้าฟ้านักวิชาการ มีหนังสือพระนิพนธ์จำนวนมาก ที่จัดพิมพ์ขึ้นให้ได้ศึกษาหาความรู้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเรื่อง แม่เล่าให้ฟัง หรือ ยุวกษัตริย์ มิใช่เป็นเรื่องประวัติบุคคลด้านเดียว หากแต่ให้ความเข้าใจทั้งประวัติศาสตร์ ประเพณี การเมือง อันเป็นวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งมีความสนุกสนานสอดแทรกไว้อย่างกลมกลืน หรือสารคดีข่าวเกี่ยวกับการเสด็จไปทัศนศึกษาในต่างถิ่น เป็นสิ่งที่ชาวไทยโชคดีได้มีโอกาสเห็น เสมือนร่วมเดินทางไปกับพระองค์ด้วย โดยจะทรงพิถีพิถันให้จัดทำเป็นสารคดีท่องเที่ยวสั้นๆ ที่มากด้วยความรู้ นำเผยแพร่เกือบทุกครั้ง ทำให้ผู้ที่ไม่มีโอกาสไปถึง ได้รับทราบและรับความรู้อย่างกว้างขวางไปด้วย

              ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2518 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริว่าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ซึ่งเป็นพระโสทรเชษฐภคินีเธอพระองค์เดียวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2 พระองค์ ด้วยทรงรับราชการสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์มาโดยลำดับ ทรงจึงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ เป็นการเฉลิมพระเกียรติยศอย่างสูงวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. 2540 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโอง การโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระยศทหารแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็น พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง กับแต่งตั้งเป็นนายทหารพิเศษประจำกรมนักเรียน นายร้อยรักษาพระองค์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าและประจำกองพันทหารอากาศโยธินรักษาพระองค์เป็นกรณีพิเศษ

    โดยใน พ.ศ. ๒๕๒๕ รัฐบาลฝรั่งเศสได้ทูลเกล้า ฯ ถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นสูงคือ Commandeur de L Ordre des Arts et Lettres (Insignia of Commander in theOrder of Arts and Letters) แด่พระองค์พระเกียรติประวัติที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่าน ก็คือ ทรงได้รับเหรียญ วิคเตอร์ ฮิวโก จากผู้อำนวยการยูเนสโก แห่งสหประชาชาติ ในงานจัดนิทรรศการขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของสหประชาชาติ(ยูเนสโก) ที่กรุงปารีส เพราะด้วยการที่พระองค์ได้ทรงส่งเสริมศิลปวิทยาการและทรงบำเพ็ญประโยชน์เป็นอเนกประการในด้านสังคมสงเคราะห์ต่าง ๆ 
     

    ด้านการศึกษา 
             

    สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงมีรับสั่งว่า "ฉันชอบการสอนหนังสือตั้งแต่เด็กๆ ...และตอนนั้นคิดจะเรียนเรื่องการเป็นครูเหมือนกัน..." (หนังสือพลอยแกมเพชร)  ดังนั้น เมื่อทรงจบการศึกษาแล้ว ก็ได้เสด็จกลับมาเป็นอาจารย์สมดังพระทัยที่ตั้งไว้ โดยทรงเริ่มปฏิบัติงานเป็นอาจารย์พิเศษในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ.2495 โดยทรงสอนวิชาวรรณคดีฝรั่งเศส และการสนทนาภาษาฝรั่งเศส แก่นิสิตปีที่ 2, 3 และ 4 จนถึงปี พ.ศ. 2501 และในปี พ.ศ.2512 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กราบทูลขอพระราชทานพระกรุณา จึงทรงรับเป็นหัวหน้าสาขาภาษาต่างประเทศ ได้แก่ ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน  ญี่ปุ่น จีน และรัสเซีย   รวมถึงยังทรงสอนภาษาฝรั่งเสสให้กับนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอีกหลายๆ แห่ง ทั้ง จุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

              และโดยที่ทรงตระหนักถึงความต่อเนื่องในการศึกษาภาษาฝรั่งเศสในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา จึงทรงก่อตั้งสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทยขึ้นในปี พ.ศ. 2520 และในฐานะที่พระองค์ทรงปฏิบัติงานด้านการสอนมาจนถึงเดือน มกราคม 2521 จึงทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานตำแหน่ง "ศาสตราจารย์" ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงรัฐบาลฝรั่งเศสก็ได้ตระหนักถึงพระปรีชาสมารถอันเป็นเลิศ และที่ทรงได้บำเพ็ญพระองค์เป็นแบบอย่างอันดีงาม จึงได้ถวายเหรียญตราชั้นสูงสุดทางด้ารนศิลปะและอักษรศาสตร์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระองค์ท่าน เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2522

              นอกจากจะทรงอุทิศพระองค์ให้แก่งานทางวิชาการแล้ว สมเด็จพระพี่นางเธอ ยังทรงประทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อเป็นทุนสำหรับจัดซื้อหนังสือและอุปกรณ์การเรียนการสอน และประทานทุนการศึกษาระดับต่างๆ แก่ศิษย์และเยาวชนที่ด้อยโอกาสอีกด้วย

              สำหรับพระปรีชาสามารถที่มีนอกเหนือไปกว่าเรื่องทั่วไปนั้น คือ  ทรงมีพระปรีชาสามารถในการขับเครื่องบินปีก 2 ชั้น และทรงขับเฮลิคอปเตอร์ได้อีกด้วย
     
     
    ชีวิตสมรส
              สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงอภิเษกสมรสกับ พันเอกอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์  (ถึงแก่กรรม) โดยมีพระธิดาคนเดียว คือท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม (สมรสกับนายสินธู ศรสงคราม มีบุตร คือคุณจิทัศ ศรสงคราม)
              ต่อมา พระองค์ทรงอภิเษกสมรสอีกครั้งกับ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช (พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย และหม่อมระวี ไกยานนท์)

           

    สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2551 เวลา 2:54 น. ที่ รพ.ศิริราช พระชนมายุ 84 พรรษา

     
     
     
     
                                        
                                         www.oknation.net
                                      
                                         www.moph.go.th
          
                             http://www.banfun.com/image/r9/02.jpg
                                          http://www.chs.ac.th/chs/web2/Images/64-2-1069789310.jpeg
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     

    รำลึกถึงหลวงพ่อปัญญา แม่ทัพแห่งกองทัพธรรม

     

    sk001

     

    พระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น ปัญญานันโท)

            พระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น ปัญญานันโท) และรู้จักกันดีทั่วไปคือ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ท่านกำเนิดที่ ตำบลคูหาสวรรค์ อ.เมือง       จ.พัทลุง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 เดิมมีนามว่า ปั่น เสน่ห์เจริญ หลังใช้ชีวิตฆราวาสจนมีอายุได้ 18 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดอุปนันทนาราม จังหวัดระนอง โดยมี พระรณังคมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดนางลาด อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมี พระจรูญกรณีย์ เป็นอุปัชฌาย์เมื่อปี พ.ศ. 2474

    ศึกษาหาหลักธรรม

           หลังจากอุปสมบทได้ไม่นาน ได้เดินทางไปศึกษาหาหลักธรรมในบวรพุทธศาสนาหลายจังหวัดที่มีสำนักเรียนธรรมะ เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา และกรุงเทพมหานคร จนหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีเป็นที่ 1 ของสังฆมณฑลภูเก็ต และสามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท และเอกในปีถัดมาที่ จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นท่านได้เดินทางไปศึกษาต่อด้านภาษาบาลีจนสามารถสอบเปรียญธรรม 4 ประโยค ที่สำนักเรียนวัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร แต่เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้หลวงพ่อต้องหยุดการศึกษาไว้เพียงเท่านั้น แล้วเดินทางกลับพัทลุงภูมิลำเนาเดิมและได้เริ่มแสดงธรรมในพื้นที่ต่างๆ ของภาคใต้ รวมทั้งเดินทางไปจำพรรษาที่วัดสีตวนารามและวัดปิ่นบังอร รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างที่จำพรรษาอยู่นี้ก็ได้ศึกษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่อเป็นพื้นฐานในการเผยแพร่ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป

    เผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ

    • พ.ศ. 2475 หลวงพ่อมีโอกาสร่วมเดินทางไปประเทศพม่า กับพระโลกนาถชาวอิตาลีสหายธรรม ร่วมเดินทางแสวงบุญไปประเทศอินเดียและทั่วโลกโดยผ่านทางประเทศพม่าด้วยเท้าเปล่าเพื่อเป็นพุทธบูชา แต่เมื่อเดินทางถึงประเทศพม่าก็ต้องเดินทางกลับ
    • ระหว่างปี พ.ศ. 2475-2476 หลวงพ่อได้มีโอกาสเดินทางไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศหลายประเทศ จนหลวงพ่อได้ชื่อว่า เป็นพระสงฆ์รูปแรกของไทยที่ได้เดินทางไปประกาศธรรมในภาคพื้นยุโรป

    สหายธรรมของท่านพุทธทาสภิกขุ

           พ.ศ. 2477 หลวงพ่อได้เดินทางไปจำพรรษากับพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ที่สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และร่วมเป็นสหายธรรมดำเนินการเผยแพร่หลักธรรมที่แท้จริงตามหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

    ประกาศธรรมแก่ชาวบ้านที่เชียงใหม่

    ในปี พ.ศ. 2492 หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้รับอาราธนานิมนต์ให้ไปจำพรรษาที่วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่ และได้เริ่มแสดงธรรมในทุกวันอาทิตย์และวันพระที่พุทธนิคม จ.เชียงใหม่ พร้อมกันนี้หลวงพ่อได้เขียนบทความต่างๆ ลงในหนังสือพิมพ์และเขียนหนังสือธรรมะขึ้นจำนวนหลายเล่ม นอกจากนี้ หลวงพ่อได้เดินทางไปประกาศธรรมแก่ชาวบ้าน ชาวเขาโดยใช้รถติดเครื่องขยายเสียง จนชื่อเสียงของหลวงพ่อดังกระฉ่อนไปทั่ว จ.เชียงใหม่ ในนาม "ภิกขุปัญญานันทะ"

    ในยุคนี้เองที่หลวงพ่อได้ก่อตั้งมูลนิธิ "เมตตาศึกษา" ที่วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ และบำเพ็ญศีล กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกมากมาย

    วัดชลประทานรังสฤษฎ์

    • ในปี พ.ศ. 2502 ม.ล.ชูชาติ กำภู อธิบดีกรมชลประทาน ในสมัยนั้น ระหว่างที่ไปเยือนเชียงใหม่มีความประทับใจ ในลีลาการสอนธรรมะแนวใหม่ของหลวงพ่อ จึงเกิดความศรัทธาปสาทะในหลวงพ่อ และในขณะนั้นกรมชลประทานได้สร้างวัดใหม่ขึ้น ชื่อ "วัดชลประทานรังสฤษฎ์" ที่ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงได้อาราธนาหลวงพ่อไปเป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่ พ.ศ. 2503 จนถึงปัจจุบัน
    • พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) ได้ดำเนินการเผยแพร่พระพุทธศาสนา โดยวิธีที่ท่านได้เริ่มปฏิวัติรูปแบบการเทศนาแบบดั้งเดิมที่นั่งเทศนาบนธรรมาสน์ถือใบลาน มาเป็นการยืนพูดปาฐกถาธรรมแบบพูดปากเปล่าต่อสาธารณชน พร้อมทั้งยกตัวอย่างเหตุผลร่วมสมัย ทันต่อเหตุการณ์ เป็นการดึงดูดประชาชนให้หันเข้าหาธรรมะได้เป็นเป็นอย่างมาก ซึ่งในช่วงแรกๆ ได้รับการต่อต้านอยู่บ้าง แต่ต่อมาภายหลังการปาฐกถาธรรมแบบนี้กลับเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปจนถึงบัดนี้ เมื่อพุทธศาสนิกชนทราบข่าวว่า หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุจะไปปาฐกถาธรรมที่ใดก็จะติดตามไปฟังกันเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดหลวงพ่อได้รับอาราธนาให้เป็นองค์แสดงปาฐกถาธรรมในสถานที่ต่างๆ และเทศนาออกอากาศทั้งทางสถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ จนถึงปัจจุบัน
    • นอกจากนี้ หลวงพ่อยังได้รับอาราธนาไปแสดงธรรมในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น และยังได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมและกล่าวคำปราศรัยในการประชุมองค์กรศาสนาของโลกเป็นประจำอีกด้วย
    • โดยที่หลวงพ่อท่านเป็นพระมหาเถระผู้มีชื่อเสียงของประเทศไทย ได้สร้างงานไว้มากมายทั้งด้านศาสนาสังคมสงเคราะห์ตลอดจนงานด้านวิชาการ ดังนั้นหลวงพ่อจึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ได้รับรางวัลเกียรติคุณมากมาย และเป็นประธานในการดำเนินกิจกรรมทั้งที่เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาและสังคม เช่น สนับสนุนโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดน เป็นประธานจัดหาทุนสร้างตึกโรงพยาบาล กรมชลประทาน 80 ปี (ปัญญานันทะ) และเป็นประธานในการดำเนินการจัดหาทุนสร้างวัดปัญญานันทาราม ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ แม้ว่าคำสอนของหลวงพ่อจะเป็นคำสอนที่ฟังง่ายต่อการเข้าใจ แต่ลึกซึ้งด้วยหลักธรรมและอุดมการณ์อันหนักแน่นในพระรัตนตรัย หลวงพ่อปัญญานันทภิภขุ เป็นหนึ่งในบรรดาภิกษุผู้มีชื่อเสียง และเปี่ยมด้วยคุณธรรมเมตตาธรรม ผู้นำคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งเหมาะสมสำหรับชนทุกชั้นที่จะเข้าถึง หลวงพ่อเป็นพระสงฆ์รูปแรกที่กล้าในการปฏิรูปพิธีกรรมทางศาสนา ของชาวไทยที่ประกอบพิธีกรรมหรูหรา ฟุ่มเฟือย โดยเปลี่ยนเป็นประหยัด มีประโยชน์และเรียบง่าย ดังนั้น หลวงพ่อจึงได้รับการขนานนามว่า "ผู้ปฏิรูปพิธีกรรมของชาวพุทธไทย" ในปัจจุบัน

    ผลงานและเกียรติคุณ

    งานด้านการปกครอง

    • พ.ศ. 2503 เป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์
    • พ.ศ. 2506 ได้รับพระบัญชา แต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
      • เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตสายที่ 9
      • เป็นรองเจ้าคณะภาค 18
    • พ.ศ. 2515 เป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรม ชิคาโก สหรัฐอเมริกา

    งานด้านการศึกษา

    • พ.ศ. 2503 เป็นเจ้าสำนักศาสนาศึกษา แผนกธรรมและบาลีวัดชลประทานรังสฤษฏ์
    • พ.ศ. 2512 เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพุทธศาสนาวัดอาทิตย์ ระดับอนุบาล ประถม มัธยมศึกษา
    • พ.ศ. 2524 เป็นผู้อำนวยการจัดการการอบรมพระธรรมทายาทของวัดชลประทานรังสฤษฏ์
      • เป็นผู้อำนวยการจัดการอบรมพระนวกะที่บวชในวัดชลประทานรังสฤษฏ์

    งานด้านการเผยแผ่

    • พ.ศ. 2492-2502 เป็นองค์แสดงปาฐกถาธรรมประจำวันพระและวันอาทิตย์ ณ พุทธนิคม สวนพุทธธรรม วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่
    • พ.ศ. 2500 เป็นประธานมูลนิธิ "ชาวพุทธมูลนิธิ" จังหวัดเชียงใหม่
      • เป็นประธานก่อตั้งพุทธนิคม จ.เชียงใหม่
    • พ.ศ. 2503 เป็นองค์แสดงธรรมทางสถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีวิทยุโทรทัศน์
      • เป็นผู้ริเริ่มการทำบุญ ฟังธรรมในวันอาทิตย์ ณ วัดชลประทานรังสฤษฏ์
      • เป็นผู้ก่อตั้งทุนพิมพ์หนังสือเพื่อเผยแผ่ธรรมะแก่ประชาชน พ.ศ. 2520
      • เป็นผู้อบรมผู้ช่วยผู้พิพากษา
    • พ.ศ. 2525 รับเป็นองค์แสดงธรรมแก่วุฒิสมาชิก และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
    • พ.ศ. 2534 เป็นผู้ริเริ่ม "ค่ายคุณธรรมแก่เยาวชน" ในโรงเรียนต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย ฯลฯ
    • พ.ศ. 2536 จำพรรษา ณ วัดพุทธธรรม ชิคาโก สหรัฐอเมริกา

    การปฏิบัติศาสนากิจในต่างประเทศ

    • พ.ศ. 2497 เดินทางเผยแผ่ธรรมรอบโลก
    • ช่วยเหลือกิจการพุทธศาสนา เผยแผ่ธรรมะในต่างประเทศ คือ ประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เยอรมัน
    • เป็นเจ้าอาวาสววัดพุทธธรรม วัดไทยในชิกาโก สหรัฐอเมริกา

    งานด้านสาธารณูปการ

    • พ.ศ. 2516 เป็นประธานในการก่อสร้างกุฏิสี่เหลี่ยม เพื่อเป็นที่อยู่แก่พระภิกษุผู้บวชใหม่
    • พ.ศ. 2518 เป็นประธานในการก่อสร้างโรงเรียนพุทธธรรม
    • เป็นประธานในการก่อสร้างโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์
    • พ.ศ. 2537 เป็นประธานก่อสร้างกุฏิสองหลังเป็นกุฏิทรงไทยประยุกต์

    งานด้านสาธารณประโยชน์

    • พ.ศ. 2533 เป็นประธานหาทุนสร้าง "ตึก 80 ปี ปัญญานันทะ" ให้โรงพยาบาลชลประทานรังสฤษฏ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
    • สร้างศูนย์ฝึกและปฏิบัติงาน มูลนิธิแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง ที่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา
    • พ.ศ. 2534 บริจาคเงินสร้างอุโบสถวัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) จ.เชียงใหม่
    • พ.ศ. 2537 บริจาคเงินสร้างโรงอาหารแก่โรงเรียนประภัสสรรังสิต อ.เมือง จ.พัทลุง
    • บริจาคเงินซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลวชิระ จ.ภูเก็ต
    • เป็นประธานหาทุนสร้างวัดปัญญานันทาราม จ.ปทุมธานี
    • บริจาคเงินเป็นทุนอาหารกลางวันเด็กนักเรียนในโรงเรียนท้องถิ่นที่ขาดแคลนต่างๆ หลายจังหวัด

    งานพิเศษ

    • พ.ศ. 2503 เป็นองค์แสดงธรรมถวายสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ณ ตำหนักจิตรลดารโหฐาน
    • พ.ศ. 2518 เป็นองค์แสดงธรรมถวายสมเด็จพรเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ณ ศาลาการเปรียญ วัดชลประทานรังสฤษฏ์
    • เป็นองค์แสดงธรรมถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และ พระบรมวงศานุวงศ์ เนื่องในพระราชพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รามาธิบดีอันมีศักดิ์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
    • เป็นพระอุปัชฌาย์อุปสมบทแก่ช่าวต่างประเทศ ที่อุปสมบทในประเทศไทย เช่น ชาวอเมริกัน อังกฤษ ออสเตรเลีย เยอรมัน ญี่ปุ่น และศรีลังกา เป็นต้น
    • พ.ศ. 2529 ได้รับนิมนต์เข้าร่วมประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์อาเชี่ยนเพื่อสันติภาพ ครั้งที่ 7 ที่ประเทศประชาธิปไตยประชาชนลาว (12th Asain Buddist Conference for Peace)
    • พ.ศ. 2536 ได้รับนิมนต์ไปร่วมประชุมและบรรยาย ในการประชุมสภาศาสนาโลก 1993 ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา (The 1993 Parliament of the world's Religion)

    งานด้านวิทยานิพนธ์

    ได้เขียนหนังสือที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาไว้มากมาย เช่น

    1. ทางสายกลาง
    2. คำถามคำตอบพุทธศาสนา
    3. คำสอนในพุทธศาสนา
    4. หน้าที่ของคนฉบับสมบูรณ์
    5. รักลูกให้ถูกทาง
    6. ทางดับทุกข์
    7. อยู่กันด้วยความรัก
    8. อุดมการณ์ของท่านปัญญา
    9. ปัญญาสาส์น
    10. ชีวิตและผลงาน
    11. มรณานุสติ
    12. ทางธรรมสมบูรณ์แบบ
    13. 72 ปี ปัญญานันทะ
    14. กรรมสนองกรรม เป็นต้น

    เกียรติคุณที่ได้รับ

    • พ.ศ. 2520 ได้รับรางวัล "สังข์เงิน" จากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ในฐานะพระภิกษุผู้เผยแผ่ธรรมะและศีลธรรมยอดเยี่ยมของประเทศไทย
    • พ.ศ. 2521 ได้รับรางวัล "นักพูดดีเด่น" ประเภทเผยแผ่ธรรม จากสมาคมฝึกพูดแห่งประเทศไทย
    • พ.ศ. 2525 ได้รับการคัดเลือกให้เป็นบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระศาสนา เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี จากกรมการศาสนา โดยได้รับรางวัลและประกาศเกียรติคุณ 2 รางวัล คือ ประเภท ก.บุคคล และประเภท ข.สื่อสารมวลชน (รายการส่งเสริมธรรมะทางสถานีวิทยุโทรทัศน์)
    • พ.ศ. 2524 ได้รับปริญญาพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาครุศาสตร์ จาก มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
    • พ.ศ. 2531 ได้รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง
    • พ.ศ. 2534 ได้รับปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจน์
    • พ.ศ. 2536 ได้รับปริญญาอักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • พ.ศ. 2536 ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ปรัชญาและศาสนา) จาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
    • พ.ศ. 2537 ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    • พ.ศ. 2548 ได้รับการยกย่องเป็นศิษย์เก่าดีเด่น เนื่องในโอกาสงานครบรอบ 100 ปี โรงเรียนพัทลุง จากโรงเรียนพัทลุง

    สมณศักดิ์ที่ได้รับ

    • วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ "พระปัญญานันทมุนี"
    • วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2514 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นราช ที่ "พระราชนันทมุนี"
    • วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นเทพ ที่ "พระเทพวิสุทธิเมธี"
    • วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2537 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นธรรม ที่ "พระธรรมโกศาจารย์ สุนทรญาณดิลก สาธกธรรมภาณ วิสาลธรรมวิภูษิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี"
    • วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏหรือรองสมเด็จพระราชาคณะ ที่ "พระพรหมมังคลาจารย์ ไพศาลธรรมโกศล วิมลศีลาจารวินิฐ พิพิธธรรมนิเทศ พิเศษวรกิจจานุกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวา่สี"

    มรณภาพ 

    พระพรหมังคลาจารย์ถึงแก่มรณภาพเมื่อเวลา 9.09 น. ในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2550 โรงพยาบาลศิริราช ด้วยเหตุติดเชื้อในกระแสโลหิต สิริรวมอายุได้ 96 ปี 5 เดือน

     

     

     

     

     

     

    ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ

     
    เพลง   ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ
    นักร้อง  ดา เอนโดรฟิน และ ป๊อบ แคลอรี่ บลา บลา
     
     
    นั่งคนเดียวแล้วมองกระจก ที่สะท้องแสงจันทร์วันเพ็ญ

    โดดเดี่ยวกับความเหงา อยู่กับเงาที่พูดไม่เป็น

    ฟังเพลงเดิมๆที่เรารู้จัก แต่ไม่รู้ความหมายของมัน

    หากฉันจะหลับตาลงสักครั้ง เพื่อพบกับเธอผู้เป็นนิรันดร์ (*)


    *หากความรักเกิดในความฝัน เราจุมพิตโดยไม่รู้จักกัน

    ปฏิทินไม่บอกคืนและวัน ดั่งที่ฉันไม่เคยต้องการ

    แต่อยากให้เธอได้พบกับฉัน เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน

    จูบเพื่อร่ำลาในความสัมพันธ์ ก่อนที่ฉันจะปล่อยเธอหายไปโดยไม่รู้จักเธอ



    ทบทวนเรื่องราวต่างๆ ทุกๆครั้งที่ฉันตื่นนอน

    บทกวีไม่มีความหมาย ฉันงมงายสวดมนต์ขอพร

    หากจะมีโอกาสสักหน จะร่ายมนต์กับสายน้ำจันทน์

    เพื่อจะได้หลับตาลงสักครั้ง แล้วพบกับเธอผู้เป็นนิรันดร์(*) 
     
     
     
          เพลงนี้ฟังครั้งแรกแล้วมันติดหูมากเลยอ่ะ ร้องครั้งแรกโดย นักร้องวง(อพาร์ตเมนท์คุณป้า)  แต่ผมไม่ค่อยชอบทำนองและจังหวะของเขา  อาจจะเป็นเพราะวงด้วยก็ได้เพราะวงนี้มีแนวเพลงทำนอง จังหวะอย่างนี้อยู่แล้ว  แต่พอมาเป็นเวอร์ชั่นเพลงประกอบภาพยนต์สายลับจับบ้านเล็ก ที่ดา และป๊อป ร้องนั้น ผมรู้สึกว่า นี่แหล่ะทำนองเพลงนี้แหล่ะที่ฟังแล้วได้อารมณ์ร่วมกับเนื้อเพลงจริง ๆ และเนื้อหามันโดนใจผม และใจของใครอีกหลายคน การที่คนมารู้จักกันเนี่ยผมว่าเราต้องเคยทำบุญ หรือทำอะไรร่วมกันมาก่อนแน่ ๆ เพราะคนทั้งโลกมีตั้งเยอะแยะ แต่เรากลับมาเจอกัน คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน
         ดังนั้น ใครรักใครชอบใครก็บอกไปเลย อย่าไปห่วงเรื่องของคำตอบ เพราะไม่นั้นเราก็เหมือนอยู่แต่ในความฝัน โดยที่เราไม่ตื่นซักที บางครั้งพอเราหลับตาลงอีกครั้ง เราอาจจะไม่เจอคนในฝันแล้วก็ได้

    การแก้ไวรัสที่มาจาก MSN

    ได้รับ mail จาก ซึ่งได้เตือนเรื่อง ไวรัส images.zip ทาง msn พร้อมทางแก้ มาให้เลยอยากให้เพื่อนๆ ที่ยังไม่ได้รับเมล์นี้ได้อ่านกัน

     

    วันดีคืนดี ก็มีเพื่อนๆ คุณส่งไฟล์ชื่อ images.zip มาให้ ไฟล์อะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้จัก สาเหตุเพราะว่ามีเพื่อนของคุณบางคนใน list รายชื่อ ติดไวรัสตัวนี้
    ไวรัสมันเลย ก็อปปี้รายชื่อใน Contact list ส่งมาให้คุณด้วย



     

    ลักษณะของไวรัสนี้จะส่งมาพร้อมข้อความต่างๆ แล้วตามด้วยไฟล์ Image.zip (ส่วนใหญ่เป็นข้อความภาษาอังกฤษ) เช่น

    LOL, you look so ugly in this picture, no joke...
    Should I put this on facebook/myspace?
    Hey m8, who is this on the right, in this picture...
    Sup, seen the pictures from the other night?

    ใครยังไม่ได้รับ ก็อย่ารับนะครับ ส่วนใครที่รับแล้ว ยังไม่ได้เปิดดู ก็ยังไม่เป็นไร แต่ถ้าใครเผลอไปกดเปิดรันไฟล์ที่แนบมาให้(ที่อยู่ใน zip) คุณได้ติดไวรัสตัวนี้ไปเรียบร้อยแล้ว มาดูวิธีแก้กัน

    วิธีที่ 1. การกำจัดแบบ Manual

    1. กด ctrl + Alt + del เพื่อเรียก task manager

    2. ดูที่ process list ว่ามี winlog32.exe หรือไม่ ถ้ามี ให้ end task ไป

    3. ไปดูที่ start => run พิมพ์ว่า msconfig แล้ว enter

    4. ไปที่ แท๊บ start up ดูหา Winlog32.exe ให้ uncheck มัน แล้ว กด OK ยังไม่ต้อง restart

    5. เข้า Start => Search แล้วไป search ที่ drive c: หาไฟล์ winlog32.* ถ้าเจอ winlog32.exe - ให้ลบทิ้งไป

    6. restart Windows ทีนึง

    วิธีที่ 2. การกำจัดแบบอัตโนมัติ

    ดาวน์โหลดโปรแกรม MSN_Worm_Remover.exe จาก http://www.thaicert.org/advisory/alert/msnworm/MSN_Worm_Remover.exe

    หมายเหตุ
    ขนาด: 111,104 ไบต์
    MD5: DB6B8639C3A3C2993CB16ACA9A6D1CD5

    ทำการรันไฟล์ที่ได้โดยการดับเบิลคลิ๊กไฟล์ MSN_Worm_Remover.exe

    แหล่งข้อมูล
    http://www.thaicert.org/advisory/alert/msnworm.php
    http://www.prakard.com/default.aspx?g=posts&t=28593
     

    ให้กำลังใจทุกคนครับ

     
    > > ชายคน หนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ตอนอายุ 4 ขวบ
    ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่าน หนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ
    ชายคนนั้น...เคยถูกไล่ออกจาก โรงเรียน
    ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอาชีวะแห่งซูริ คชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า  สมอง ช้า
    ไม่ชอบสังคมและล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่เขลาของตัวเองตลอด เวลา"
    ชายคนนั้น...ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่ง ปรมาณู

    > >ชายคนหนึ่งเคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนเตรียมทหาร เวสต์พอยต์
    ชายคนนั้น...ลองสมัครใหม่ดูอีกที
    ชายคน นั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง
    ชายคนนั้น...พยายามเป็นครั้งที่ สาม
    ชายคนนั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน
    ชายคน นั้น...ได้เป็นทหารสมใจ
    ชายคนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ สงครามโลกครั้งที่สองได้สำเร็จ
    ชายคนนั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์"
    ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง

    > >ชายกลุ่มหนึ่ง...เป็นนักดนตรี
    ชายกลุ่มนั้น...เคย ถูกปฎิเสธจากผุ้บริหารคนหนึ่งจากบริษัทเดคคาเรคคอร์ติ้ง
    ชายกลุ่ม นั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า "เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขา
    และกลุ่มนักดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว"
    ชายกลุ่มนั้น... มีนามว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน

    > >ชายคน หนึ่ง...เป็นนักกีฬา
    ชายคนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียน มัธยม
    ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีมโรงเรียน
    ชายคน นั้น...ชื่อ "ไมเคิล จอร์แดน"
    หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงิน มากที่สุดในโลก

    > >ชายคนหนึ่ง...เป็นนัก แต่งเพลงชาวเยอรมัน
    ชายคนนั้น...สูญเสียความสามารถในการฟังลง เรื่อยๆ
    ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี
    ชายคนนั้น...ได้ใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตประพันธ์เพลงที่ยอดเยี่ยมที่ สุด
    ชายคนนั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" นักประพันธ์เพลงชื่อ ก้องโลก

    > > ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6
    ชายคน นั้น...เคยมีชีวิตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมาตลอด
    ชายคนนั้น...ล้วนทำ ประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป็นผู้สูงอายุแล้ว
    ชายคนนั้น...ได้ เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี
    ชายคนนั้น...ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

    > > ชายคน หนึ่งเรียนปริญญาตรี
    ชายคนนั้น...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษาระดับ กลางเท่านั้น
    ชายคนนั้น...เคยสอบได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คน ในวิชาเคมี
    ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์"

    > > ชายคนหนึ่งเป็นนักร้อง
    ชายคนนั้น... เคยถูกผู้จัดการของ แกรนด์โอเลโอเพรย์ไล่ออก
    ชายคนนั้น...เคยโดนดู ถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหนเลย
    แกควรกลับไปขับรถบรรทุก มากกว่า"
    ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"

    > >หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความ หวัง
    หญิงคนนั้น...ทำงานให้กับบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่ง เอเจนซี่
    หญิงคนนั้น...เคยโดนผู้อำนวยการบริษัท บลูบุ๊คโมเดลลิ่ง เอเจนซี่ดูถูกว่า "เธอ ควรไปเรียนด้านเลขาฯ หรือไม่ก็แต่งงานเสียดีกว่า"
    หญิงคนนั้น... ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "มาริลีน มอนโร" 
    นั่นเอง

    > >ชายคนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงิน อย่างมาก
    ชายคนนั้น...ยื่นใบสมัครกับมหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ดอัน เลื่องชื่อ
    ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อมา
    ชายคน นั้น...ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจโคลัมเบีย
    ชายคนนั้น...สำเร็จการศึกษา
    ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวม กว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
    จากเงินลงทุนเพียง 100 เหรียญ สหรัฐ
    ชายคนนั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์" นักลงทุน อัจฉริยะ
    อภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก

    > > ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
    ชายคน นั้น...ชอบหมกตัวกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
    ชายคนนั้น...ถูกเพื่อน มองว่า "สกปรก - บ้าคอมพิวเตอร์"
    ชายคนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบ ให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
    ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใย ดี
    ชายคนนั้น...ปัจจุบันคือผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนกับ แอปเปิ้ล
    คอมพิวเตอร์
    ชายคนนั้น...เคยถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก"
    ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ที่ ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก
    ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่สาม หรือที่รู้จักกันในนาม "บิลล์
    เกตส์
    " ผู้ก่อตั้ง ไมโครซอฟต์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก
    ผู้ถือครองสินทรัพย์ กว่า 46,000 ล้านเหรียญ


        ผมเชื่อว่าทุกคน เคยแพ้ ผมเชื่อว่าทุกคนเคยล้มเหลว  แต่คนแพ้ไม่ใช่คนที่ล้ม เหลว

        คนล้มเหลวคือ...คนที่ล้มเลิกต่างหาก (((..การที่ เราล้ม
    มันไม่ได้ทำให้เราเจ็บอย่างเดียว...แต่มันสอนให้เรารู้จัก ที่จะลุกขึ้นอีกครั้งแล้วก้าวเดินต่อไป....ใช่ป่ะ)))

    ธรรมมะดีๆ

        เศรษฐี คนหนึ่งอยู่กรุงเทพฯ … เป็นนักสะสม … ซากสัตว์ … เขาสัตว์ … งาช้าง … หนัง เสือ … เต็มบ้านไปหมด … ทุกเสาร์ อาทิตย์ ก็ออกไปล่าสัตว์ … เมีย มีลูกอ่อนอายุ ประมาณ 3 เดือน

        วันหนึ่ง … ขณะออกล่าสัตว์ … เห็นลูกลิงตัวหนึ่ง … สวย … น่ารัก … ขนสีขาว … แปลกมาก … อยากได้มาเลี้ยงที่กรุงเทพ ฯ … ก็ปรึกษากับ พรานป่าคนนำทางว่า … ทำอย่างไรจึงจะได้ลูกลิงมาเลี้ยง … พรานป่าบอกว่า … โดย สัญชาตญาณลิงจะรักลูกมาก … รักสุดชีวิต … ตราบใดที่แม่ลิงยังไม่ตาย … ไม่มีใคร สามารถเอาลูกมันออกจากอกได้ มันสู้สุดชีวิต … สุดท้ายเศรษฐีตัดสินใจยิงแม่ลิง ตายแล้วเอาลูกลิงสีขาวมาเลี้ยงที่กรุงเทพฯ เมื่อยิงแม่ลิงตายก็เอาเนื้อไปแกงให้ ลูกน้องถลกหนัง … เก็บหนังไว้ประดับบ้าน

        พอกลับถึงกรุงเทพฯ … ก็เอาลูก ลิงเลี้ยงไว้ในบ้าน … หยอกล้อ … วิ่งเล่นกับลูกลิง … เป็นที่สนุกสนาน … ส่วน หนังลิงตัวแม่ … มันยังสดอยู่ … มีกลิ่นเหม็น … ก็เอาไปตากแดดที่ลานจอดรถหน้า บ้าน

        เช้าวันหนึ่ง … ขณะเมียเศรษฐีกำลังให้นมลูกกินในห้องรับแขก หน้า บ้าน … เมียร้องไห้โฮดังลั่นบ้าน … เศรษฐีตกใจวิ่งลงมาจากชั้นบนโผเข้าไปกอดเมีย และลูกไว้ … ใบหน้าตกใจสุดขีด … พยายามถามเมียว่าเกิดอะไรขึ้น … เมียไม่ยอมตอบ เอาแต่ส่ายหน้าแล้วก็ร้องไห้หันไปมองหน้าลูก กำลังหลับตาพริ้ม อย่างมีความ สุข ….

        นั่งปลอบเมียอยู่สักครู่ … พอเริ่มตั้งสติได้ … ถามเมียว่าเกิด อะไรขึ้น … ตกใจเรื่องอะไร … ร้องไห้เรื่องอะไร … เมียไม่ยอมพูดแต่ชี้มือไปที่ ลานจอดรถหน้าบ้าน … เศรษฐีมองตามไปเห็นภาพถึงกับผงะ … ตกใจ … น้ำตาไหล … ไม่รู้ ว่าลูกลิงที่เอามาเลี้ยงไว้หลุดออกไปนอกบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ … มันออกไปดูดนม แม่ ที่เป็นหนังแห้งตากไว้ที่โรงรถดูดเสร็จมันก็ก้มลงกอดแม่น้ำตาไหล … เศรษฐี และเมีย ทนดูไม่ได้ … ร้องไห้โฮ … คุยกันว่า … ถ้ามีคนทำกับครอบครัวเราอย่างนี้ บ้าง … เราจะรู้สึกอย่างไร … จะเศร้าโศก … เสียใจ … ทุกข์ทรมานใจขนาดไหน ?

        ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเศรษฐีสั่งให้เอาซากสัตว์ที่สะสม ทั้งหมดไป เผา … อาลูกลิงไปปล่อยในป่า … เลิกออกล่าสัตว์ … เข้าวัด … ทำบุญ … อุทิศส่วน กุศลให้แม่ลิง … และขอโหสิกรรม … ทุกครั้งที่ทำบุญจะขอพรทุกครั้งว่า … ขออย่า ให้มีใครมาทำกับครอบครัวเรา เหมือนกับที่เราได้ทำกับครอบครัวลิงตัวนั้น เลย … 

    อาตมาจึงขอฝากไว้ว่า … ถ้ารักลูกของเราจงอย่าทำร้ายลูกคนอื่น … ถ้าอยากให้ครอบครัวของเรามีความสุข จงอย่าทำร้ายครอบครัวคนอื่น

        นี่เป็น เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในอเมริกา....ผู้ชายคนหนึ่งออกมาชื่นชมรถกระบะคันใหม่หน้า บ้าน แต่แล้วก็ต้องเป็นเง็งเมื่อเห็นลูกชายวัย 3 ขวบของเขา กำลังบันเทิงอยู่กับ การเอาฆ้อนทุบให้รถบุบเล่น เขาถลันไปที่ลูกชาย ผลักลูกกระเด็น แล้วคว้าฆ้อนมา ทุบมือลูกจนน่วมเป็นการลงโทษ พอหายสติแตก พ่อก็ตาลีตาเหลือกพาลูกไปโรงพยาบาล แต่แม้ว่าหมอจะพยายามแบบสุดๆแล้ว ก็ไม่สามารถกู้กระดูกที่แหลกเหลวกลับคืนมาได้ จนสุดท้ายก็ต้องจำใจตัดนิ้วเด็กทิ้งจากทั้ง 2 มือ พอเด็กชายฟื้นจากการผ่าตัด และ เห็นมือของเขาที่กลายเป็นตอกุดๆ พันผ้าพันแผล เขาก็พูดกับพ่ออย่างใส ซื่อ ว่า "พ่อครับ ผมขอโทษเรื่องรถกระบะของพ่อนะครับ" แล้วเขาก็ถามต่อว่า ว่าแต่ เมื่อไหร่นิ้วของผมจะงอกใหม่อ่ะ ?" พ่อกลับบ้านแล้วก็ฆ่าตัวตาย

        ครั้งต่อไปที่มี ใครมาเหยียบเท้าเรา หรือเราคิดถึงการแก้แค้นเอาคืน ขอให้คิดถึงเรื่องนี้นะ คิด ก่อนที่จะหมดความอดทนกับใครสักคนที่เรารัก รถกระบะซ่อมได้ .. แต่กระดูก หัก & ใจเจ็บที่ ชอกช้ำน่ะ เยียวยาไม่ได้แล้ว บ่อยครั้งที่เราลืมความแตก ต่างระหว่างตัวบุคคลกับการกระทำ เราลืมไปว่าการให้อภัยนั้น ยิ่งใหญ่กว่า การแก้ แค้น เป็นคนก็ต้องมีพลั้งพลาด คนเราทำผิดทำพลาดกันได้แต่สิ่งที่เราทำขณะตกอยู่ ในโทสะจริตนั้นจะตามหลอกหลอนเราไปตลอดกาล หยุดคิดตรึกตรอง คิดก่อนทำ เย็นๆ ไว้ รู้จักอภัยและหัดลืม รักให้ทั่วหน้า ทั่วหล้า ถ้าเรามัวแต่คิดตัดสินคนอื่น ( ว่าเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้สมควรโดนอย่างนี้ อย่างนั้น ฯลฯ) เราก็ไม่เหลือเวลา ที่จะรักเขาได้ 

    ตะปู

    เด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้า แสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก
    พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุง
    และบอกกับ เขาว่า ”ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคน
    ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไป กับรั้วที่หลังบ้าน”

    วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้ว หลังบ้านถึง 37 ตัว
    และก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ
    ในแต่ละวันที่ผ่าน ไป ก็ลดจํานวนลง น้อยลง น้อยลง
    เพราะเขารู้สึกว่า การรู้จักควบคุมอารมณ์ของ ตนเองให้สงบ
    ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ
    และแล้ว หลังจากที่เขาสามารถ ควบคุมตนเองได้ดีขึ้นใจเย็นมากขึ้น
    เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ และบอกกับพ่อของ เขาว่า
    เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว
    ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่ เคยเป็นมา
    พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายของเขาว่า
    ”ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้า ต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้
    โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตน เองได้
    ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง”

    วันแล้ววัน เล่า เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออก
    ทีละตัว จาก 1 เป็น 2 .... จาก 2 เป็น 3
    จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก จนหมด
    เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่ง ไปบอกกับพ่อเขาว่า
    “ฉันทำได้ ในที่สุดฉันก็ทำจนสำเร็จ !!”

    พ่อไม่ ได้พูดอะไร
    แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้าน
    และบอกกับลูกว่า “ ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ
    และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ
    เจ้าเห็นหรือ ไม่ว่า รั้วนั้นมันไม่เหมือนเดิม
    ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น

    จำ ไว้นะลูก
    เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์
    สิ่งนั้นมันจะเกิด เป็นรอยแผล
    เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน
    ต่อให้ใช้คำพูด ว่า “ขอโทษ” สักกี่หน
    ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด
    ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้น กับเขาคนนั้นได้

    ฉันใดก็ฉันนั้น “กับเพื่อน” ..
    เพื่อนเปรียบ เสมือน อัญมณีอันมีค่าที่หายาก
    เป็นคนที่ทำให้เรายิ้ม
    เป็นคนที่คอยให้ กำลังใจ และยินดีเมื่อเราพบกับความสำเร็จ
    เป็นคนที่คอยปลอบใจเราเมื่อยาม เศร้า ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา
    และจริงใจกับเราเสมอ ... แสดงให้เขาเห็น
    ว่าเราห่วงใยเขามากแค่ไหน
    และระวังสิ่งที่เราทำไป ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการ กระทำ

    และจงจดจำไว้เสมอว่า " คำขอโทษ "
    ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือ ไม่ก็ตาม
    แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น คือ
    รอยร้าวที่เขาคงไม่อาจลืมมัน ได้ ...... ตลอดไป

    เรื่องเล่าที่ไม่อยากเล่า

     
    ขอบคุณมากครับเพื่อนรัก นายปกรณ์  ปาละวงศ์พาณิช
            ไอ้เบสสสสสสสสส   มรึงต้องเลี้ยงปลาเผากูเลย เวรกำครับพี่น้อง เดินอยู่ดี ๆ ก็ตกหลุมดักของมันซะแล้ว   อยู่ดี ๆ ก็ต้องมาเล่าเรื่องของตัวเองให้คนอื่นรับรู้  BlOg TAg แต่อีกด้านนึงก็ต้องขอบคุณมากที่ทำให้ผมมีอะไรทำ และให้เกียรติผมเป็นคนแรก แม้ไม่อยากได้ก็ตาม ( ล้อเล่น ) แต่เรื่องปลาเผาที่ร้านมรึงยังไงตรูก็ไม่ได้ล้อเล่น 
    เชิญพบตัวจริงของมันได้ที่ร้าน แม่ลาปลาเผา เมืองทองธานี -*-
     
     
    Blog TAG คืออะไร และ กติกามีอยู่ว่าอย่างไรนะหรือ
                    ** Blog TaG ก็เปรียบเสมือนการเขียนจดหมายลูกโซ่แหละครับ แต่คนที่จะรับ TAG ของเรา เราก็กำหนดเอาเองเลย 5 คน และคนที่ได้รับ 5 คนนั้นก็จะต้องเขียน BloG Tag ต่อๆไป ให้เพื่อนคนอื่นๆ โดยห้ามส่งกลับไปหาคนที่ส่งให้เรา (ไม่งั้นก็กลายเป็นวงกลมในที่สุด)
                    ** เรื่องที่เขียนเป็น BloG TaG ก็เรื่องที่เป็นส่วนตั๊ว ส่วนตัว หรือที่ไม่ค่อยมีคนรู้อ่ะ 5 เรื่องน่ะครับ
                    ** ที่สำคัญอย่าลืมบอกด้วยล่ะว่าเราโดน TaG มาจากใคร และเราจะ TaG ใครต่อไป 555...
                    ** บอกกติกาคนที่โดน TaG ด้วยนะครับ
     
              
      *เรื่องบางเรื่องกรุณามีพระผู้ใหญ่ควรให้การแนะนำแก่บุคคลอายุกว่า 20 ปีขึ้นไปจนถึงวัยเกษียณ
     
     
     เรื่องที่ 1
     

        สมัยเนิสเซอร์รี่ ^-^

        ตอนนั้นอายุประมาณ 5 ขวบกว่า ชีวิตเราก็ต้องระหกระเหินไปอยู่ที่ เนิสเซอร์รี่ ( นฤมล ) ที่อยู่ไกลบ้าน แต่เดินอ้อมหลังบ้านก็ถึง แต่ตอนนั้นรู้สึกว่ามันไกลง่ะ เอาอะไรมากตอนเด็ก เดินไปคนเดียวพร้อมเงิน 5 บาท ทุกวัน  วันนั้นเนี่ยวันที่ เดือน ปี อะไรก็จำไม่ได้แน่ชัด ขณะที่เรานั่งเรียนภาษาไทยอยู่  ( หัดคัดลายมือ ) พร้อมกับเพื่อนร่วมห้องประมาณ 10 กว่าคน ครูเองก็นั่งอ่านหนังสือตามประสาของผู้ใหญ่ ไอ้เราเองก็นั่งคัดลายมืออย่างสบายใจ แต่ทว่าเวลานั้นร่างกายของเราก็สั่นเทิ้มขึ้นมาอย่างเบา ๆ พร้อมกับเราหยุดเขียนและปลอบใจตัวเองว่า " ไม่เป็นไรหรอกเดี๊ยวก็หาย ขอคัดลายมือให้เสร็จก่อน ( ใจสู้มาก ๆ ตอนนั้น ) แล้วค่อยไปหาครู "  ปรากฎว่านั่งไปอีกซักพัก ร่างกายเราก็รู้สึกว่ามันสั่นมากขึ้น ในใจเราก็พยายามแข็งใจสู้กับมัน พร้อมปลอบใจตัวเองอีกครั้งว่า อีกนิดเดียว แต่ทว่าร่างกายของเราที่แม้จะใจสู้แค่ไหนแต่ก็ต้องแพ้กับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นพร้อมกับกระบวนการป้องกันของร่างกายก็ไม่อาจหยุดยั้งสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ในใจเราก็ภาวนาขอให้ความเจ็บปวดหายไป ตอนนั้นต้องเอาพระขึ้นข่ม แต่พูดไปก็เหมือนกับมีปฎิหารย์ เพราะหลังจากภาวนาแล้วความเจ็บปวดเมื่อสักครู่ก็อันตธานหายไปปิดทิ้งทันที อาจเป็นเพราะเทวาพารักษ์ดลบันดาลก็ได้เพราะเห็นว่าเราใจสู้มาก ๆ ที่แม้ความเจ็บปวดจะรุนแรงแค่ไหน แต่ใจเราสู้เพราะต้องคัดลายมือให้เสร็จ สุดท้ายเราก็คัดลายมือเสร็จ ความรู้สึกเหมือน โทมัส เอดิสัน สร้างหลอดไฟสำเร็จ อาร์มสตรองปั่นเข้าเส้นชัยและรักษาแชมป์เป็นปีที่ 5
       หลังจากที่ต่อสู้มานานเราก็เอาแบบคัดลายมือจะไปส่งอาจารย์ เพื่อนทั้งห้องก็หันหน้ามามองเรา ( คงตกใจว่าทำเสร็จเร็วจัง ) ปลื้มฮะ แล้วสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นว่าในวัยเด็กจะได้เห็นนั่นคือเพื่อนต่างเอามือปิดปากพร้อมหันไปคุยกันทั้งห้อง ( ในใจผมคิดว่า พวกนี้ต้องอิจฉาเราแน่เลย ที่ทำเสร็จก่อน สมน้ำหน้าพวกแกนัก 555 ) แต่เราก็ไม่ได้สนใจก็เดินออกไปหาครูที่ประจำชั้นอยู่ แต่สิ่งที่เด็กน้อยวัยน่ารักอย่างเราที่เห็นคือครูก็เอามือปิดปาก พร้อมกับส่งสายตาสงสัยในตัวผม ประมาณว่าแกอย่าออกมานะ แต่เราก็มุ่งมั่นเดินออกมา ระหว่างเดินเพื่อนก็ต่างหลีกทางให้กับผู้มีชัย พอมาถึงโต๊ะครู เราก็ส่งคัดลายมือด้วยความปลื้มปรีติอย่างยิ่ง ครูก็รับแบบคัดลายมือพร้อมกับพูดว่า      " เก่งจังจ้าน้องกี้ร์ เดี๊ยวมาวางไว้แล้วออกไปพร้อมครูนะ ไปล้างก้นกัน เลอะเต็มกางเกงเลย เฮ้อ แม่บ้านค่ะ มาเช็ดอึในห้องหน่อย " เวรกรรมเรื่องแรกของตรู -*- -*- -*-
     
                      
     
     
     เรื่องที่ 2  
      
       สมัยมัธยมต้น ตอน 1 ( รางวัลเด็กหล่อที่สุดในระดับ )
       ผมจบจาก ร.ร.เจ้าพระยาวิทยาคม ( จ.ว. 15983 )-------> จ.ว. ( แจ่งเวี๊ยว )  อยู่ห้อง 13 โหล่ที่สุด แต่ก็ยังมีความโชคดีอยู่คือ อ.ที่ปรึกษา ชื่อ อ.ศศิพันธ์  พัดสมร ( หัวหน้าระดับ ม.1 ) และห้อง 13 นี่ ไอ้ผมก็เป็นคนเรียบร้อยเกือบที่สุดเลยได้เป็นหัวหน้าห้อง แต่อำนาจไม่ค่อยมีหรอก เพราะเพื่อนร่วมห้องแม่งเลวเกือบทุกตัว ดังนั้นเนี่ยผมจึงเป็นคนที่ อ. ค่อนข้างเอ็นดู เพราะผมยังเป็นกองร้อยพิเศษด้วย ประมาณว่าใช้ไปไหนก็ไป ( ซื้อขนมจีน น้ำยาร้านเจ๊แอ๋วประจำ ) คราวนี้ตอน ม. 1 เทอม 2 มันก็เกิดเรื่องคือ ห้อง 13 นี่จะโดนยุบ ไอ้เราเองก็ต้องย้ายห้องตามความฉลาดของแต่ละคน ( ตอน ม. 2 เลยได้มาอยู่ที่ห้องควีน ห้อง 2 วิทย์-คณิต  คือตอนประชุมระดับ ม.1  อ.ศศิพันธ์ ก็มีเรื่องประกาศคือ อ.ที่สอนระดับ  ม.1 ทั้งหมดได้มีการโหวตเด็กนักเรียนที่หน้าตาดีที่สุดในระดับ ม. 1 ( ย้ำดีที่สุดในระดับ ) ได้ผลครับ ทุกคนฮือฮา  ( ส่วนผมก็เป็นธรรมชาติ ไม่ได้หวือหวา หรืออยากรู้มากนัก รู้แต่ว่าเมื่อไหร่จะปล่อยเสียที อยากกลับไปเล่นเกมส์ )  ก็นั่งฟังจนถึงประกาศชื่อครับ เด็กหน้าตาดีที่สุดในระดับ ม.1 และจิตใจงดงามที่สุด คือ ด.ช. สนธยา ค่ะ ผมฟังแล้วก็อึ้ง แต่คงนึกว่าเป็นสนธยา ห้อง 4 เพราะ ม.1 มีสนธยา 2 คน ผมกับมัน ( แต่มันเลวมาก ) มันก็ลุกเลย ทำหน้าแบ๊ว ๆ ( เขินอะไรของมันว่ะ ) -*- เดินออกไปกะรับรางวัลเต็มที่ แต่ทว่าเหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง หรือ เทวดารับไม่ได้ก็ไอจทราบได้ อ. ศศิพันธ์ ก็บอกว่า " ไม่ใช่เธอกลับไปนั่งที่เดิม สนธยาห้อง 13 ต่างหาก ! " ( หน้าแหกซะงั้น ) ผมงง ? มาก ( ผมเองนี่หว่า ผมเองครับ พ่อครับ แม่ครับ ผมทำสำเร็จแล้ว )ไม่นึกว่าผมจะมีวันนี้ผมก็เดินออกไปอย่างธรรมชาติที่สุด เพราะคิดว่า อ. คงพิจารณาแล้วมันเป็นความจริงตามนั้น ผมก็ไม่กล้าแย้ง เพราะมันเป็นเรื่องจริงนี่หว่า ก็เดินไปรับรางวัล แต่ผมไปเล่าให้ใครฟังก็โดนหาว่าโม้บ้าง หลอกบ้างล่ะ ( แล้วตรูจะโกหกหาเหล่ากงเหล่าม่าพวกแกเหรอ ) ก็เลยต้องเก็บความทรงจำอันนี้ไว้คนเดียว เรารู้ ฟ้ารู้ก็พอแล้ว แต่แล้วก็เหมือนฟ้าเห็นใจก็ส่งโองการมาที่ไอ้เบส ( ลูกเจ้าของร้านแม่ลาปลาเผา เมืองทองธานี เจอตัวจริงมันได้ ) BlOg tAg มาให้เรา ขอบคุณเมิงมากเบส  * _ * ที่ทำให้กรูได้มีวันนี้
     
                         
     
     
      เรื่องที่ 3   
     
      สมัยมัธยมต้น ตอน 2  ( อารามบอย )
      เชื่อหรือไม่เวลาทั้ง 2 ปีที่เหลือที่ใช้ชีวิตใน ร.ร.เจ้าพระยาวิทยาคม เกือบ 80% ผมใช้ชีวิตที่วัด ( วัดด่าน พระราม 3 ) เพราะที่นั่นเป็นแหล่งรวมแก๊งผม มีบ้านไม่ชอบ ชอบมาอยู่ที่วัด ก็เพราะที่วัดนี้มี พี่ดำ ( ภายหลังเป็นทหารเรือ ) อาศัยอยู่ พวกเราก็เลยเข้าไปใช้ชีวิตทีนั่น เกือบ 20 กว่าคน ทั้ง พี่ น้อง เพื่อน รวมกันอยู่ที่นั่น หน้าที่ก็ทำเหมือนเด็กวัดเลย เช้ามาบิณฑบาตร กินข้าววัด ทำความสะอาดวัด โบกรถจอดในที่จอดรถ เสริฟ์น้ำแขกเหรื่อที่มางาน ทั้งงานศพ งานบวช ลอยอังคารที่แม่น้ำเจ้าพระยาหลังวัด  นอนเฝ้าศพ ทำเกือบทุกอย่างที่เขาทำกัน ( ไอ้เราก็สงสัยว่าทำไมตรูต้องทำด้วยฟ่ะ ) แต่ตอนนั้นเราคงคิดอย่างเดียวว่า เราได้มาอยู่เล่นกับเพื่อน พี่ น้อง ก็สนุกดี ตังค์ไม่ต้องใช้ ข้าวก็มีให้กิน ตอนหลังที่บ้านเริ่มสงสัยแล้วว่าเราไปทำไมที่วัดบ่อยจัง  ( หน้าพ่อ หน้าแม่จะจำไม่ได้อยู่แล้ว ) แต่ก็เหมือนฟ้ามาโปรดเพราะตอนที่เราทำงานอยู่ที่วัดอยู่นั้น พอดี เพื่อนพ่อมางานศพที่วัดพอดี ก็เลยไปเล่าความจริงที่บ้านฟัง ที่บ้านก็เลยเข้าใจและก็ไม่ได้สงสัยอะไรอีก ตอนหลังทั้งบ้านมาเยี่ยมลูกตัวเองที่วัด ( คล้ายคนมาสำนึกความผิด )มาดูให้รู้และก็ให้กำลังใจ ประมาณว่าน่าจะมาอยู่ตั้งนานแล้วนะ เพราะที่บ้านจะได้ไม่เปลืองข้าว เอากับมาฝากที่บ้านด้วยนะ อิอิ -------><-------
     
     
     
     เรื่องที่ 4   
       สมัยมัธยมต้น ตอน 3 ( หาตังค์ครับ )
       มีครายบ้างที่อยากได้ของอะไรก็ตาม ต้องทำงานหาตังค์มาซื้อเอง ผมก็เป็น 1 ใน เด็กจำนวนนั้น เพราะที่บ้านผมก็มีฐานะปานกลาง ดังนั้นเนี่ยเวลาเราอยากได้อะไรก็ตามก็ไม่ค่อยอยากจะขอเงินพ่อแม่เท่าไหร่นัก ก็เลยไปหางานทำตามแต่เขาจะรับ
       งานแรกนั้นที่ผมทำมาโดยตลอดตั้งแต่เด็กจนถึง ม. ต้น ก็เป็นการรับจ้างเด็ดพริก ( ที่เอาก้านออก ) ไม่เคยทำกันอะดิ ตอนนั้นต้องไปช่วยแม่ ตอนแรกก็ไม่ได้ตังค์หรอกเพราะทำกับแม่ ตอนหลังปีกกล้าขาแข็ง ขอส่วนแบ่งเลยครึ่งนึง แม่ก็ให้เราครึ่งนึง ตอนนั้นเนี่ย พริกจะต้องเด็ด 10 กิโลกรัม ได้เงิน 20 บาท เป็นพื้นฐานเลย แม่เราทั้งวันก็จะได้ 4 ถุงบ้าง 5 ถุงบ้าง ตามแต่กำลัง ( ถุงละ 10 กิโล ) ส่วนเราฝึกมานานพอมีประสบการณ์มากขึ้น บินเดี่ยวเลย ถุงนึงคนเดียว ทำทั้งวัน ตอนหลังได้ 3 ถุงต่อวัน เด็ดจนเบื่อมากๆ เพราะทั้งแสบทั้งคัน ถ้าเป็นเด็ดมะเขือพวงก็ได้ 30 บาทต่อ 10 กิโล มันเหนื่อยมากนะสำหรับเด็กวัยนั้น แต่ก็ทำให้เราภูมิใจเพราะมีตังที่จะซื้อของที่เราต้องการได้โดยไม่ต้องลำบากพ่อหรือแม่ แต่ก็ไม่ได้ไปซื้อหรอก ตอนเช้าเอาตังค์ไปฝากครูหมดเพราะครูจะเอาไปฝากธนาคารออมสินให้ อิอิ -V-
       พอขึ้น ม.ต้น เราก็ไปใช้ชีวิตเด็กวัด ทำทุกอย่างที่ได้ตังค์ ไม่ว่าจะเป็นการเสริฟ์น้ำ ข้าว ในงานต่าง ๆ ได้เป็นเงินเล็กๆ แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากเพราะว่าเน้นเอาความสนุกมากกว่า แต่เราก็รับงานช่วงปิดเทอมด้วย ( ฟรีแลนส์ )คือการไปเป็นลูกจ้างร้านข้าวแกงตอนนั้น ประมาณ ม.2 ตื่นตั้งแต่ตี 4 เตรียมของที่จะใช้ จัดโต๊ะ ล้างจาน ทำเกือบทุกอย่าง เราทำกับเพื่อน 2 คน ได้ค่าแรงวันละ 100 บาท กลับบ้านก็ 4 โมง ได้เงินเยอะมากช่วงนั้น แต่ว่าแม้จะได้เยอะก็ตามมันก็ต้องแลกกับเหงื่อมามากเหมือนกัน ทำให้ประจักษ์ความจริงว่า เงินแต่บาทถ้าอยากได้ต้องเอาเหงื่อหรือแรงเข้าแลกถึงจะได้มา แล้วพ่อแม่เราล่ะเลี้ยงเรามาขนาดนี้ล่ะ ท่านเสียเหงื่อมากขนาดไหนลองคิดดู 
       ขึ้น ม.ปลาย ผมสอบเข้าได้ที่ วิทยาลัยพลศึกษากรุงเทพ ปทุมธานี คลอง 13 เคยไปกันป่าว เกือบถึง มศว.องค์รักษ์ งานของผมก็เปลี่ยนขึ้นมาดีนิดนึง เพราะต้องทำเกี่ยวกับกีฬา เงินดีมากๆ ที่เคยผ่านก็มี เป็นผู้กำกับเส้นกีฬาเทนนิส  ผู้กำกับเส้นกีฬาวอลเลย์บอล  ผู้บันทึกคะแนนวอลเลย์บอล/บาสเกตบอล  บันทึกคะแนนกีฬายูโด  เด็กเก็บลูกฟุตบอล  เด็กเก็บลูกเทนนิส  เด็กเก็บลูกวอลเลย์บอล  เป็นต้น
        งานอื่น ๆ ที่เคยทำร่วมกับชุมชนเดิมที่ผมเคยอยู่  ขานแต้มบิงโก ( เก็บค่าต๋ง )  ล้างโดมิโนพร้อมเป็นผู้เล่นไปด้วย  ขายฉลากที่เป็นเบอร์จับแล้วมีรางวัลง่ะ  เป็นอาสาสมัครกู้ภัย  เด็กเก็บตังค์รถสองแถว ( ช่วยลุงครับ ) วิ่งระหว่าง ตลาดรังสิต - ม.ธรรมศาสตร์ ทำได้ประมาณ 2 เดือนเพราะเปิดเทอมก็ต้องเลิกทำ  เป็นวิทยากรลูกเสือให้สมาคมลูกเสือต้นสังกัด  เป็นทีมงานวิทยากรให้กับองค์กรต่าง ๆ 
       เรียนมหาวิทยาลัย ก็ทำงานขึ้นมาดีหน่อย เช่น งานคีย์ข้อมูล เก็บข้อมูล ให้กับศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์  เป็นเด็กยกของกองถ่ายรายการ  เป็นทีมงานออร์แกร์ไนส์ แต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยจะควบกิจกรรมมหาวิทยาลัยไปด้วย รับทั้งงานนอก งานใน งานหลวง งานราษฐ์ เฮ้อเกิดเป็นวัยรุ่นมันเหนื่อยจัง 
       แล้วคุณล่ะเคยทำอะไรมาบ้าง ลองมาเล่าให้ฟังบ้างจิ เห็นไหมครับชีวิตผมเนี่ยมันน่าค้นหาป่ะ มันก็รู้สึกดีนะที่ทำให้ผมมานั่งทบทวนชีวิตตัวเองว่าที่ผ่านมาเราทำอะไรมาบ้างแล้ว อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าเราก็เป็นคนที่มีค่าคนนึง เพราะทำอะไรมาตั้งเยอะ  วันนี้คุณทบทวนตัวเองแล้วหรือยัง ถ้าทบทวนแล้วคุณก็จะรู้ว่าคุณน่ะมีค่าเหมือนกัน
       
                                                                                                                                                     
     
     เรื่องที่ 5
     
     
       ชีวิตมหาวิทยาลัย
       สำหรับเรื่องนี้ผมคาดว่าคงมีใครบางคนรู้ และบางคนอาจจะไม่รู้ นั่นคือ การที่ผมได้บอกชอบผู้หญิงคนนึงตอนวันสำคัญ ( ย้ำครั้งแรกในชีวิต )  เพราะปกติแล้วนิสัยผมเป็นคนขี้อายบอกรักครายไม่เป็นหรอก พ่อ แม่ก็ไม่ค่อยจะบอกหรอก แทบจะง้างปากพูดเลยทีเดียว ถ้าให้พูดคำ ๆ นี้ ( แม้แต่แฟนคนแรกผมก็ยังไม่เคยเลย )------->ตรูเคยมีแฟนด้วยนะเว้ย  แต่ว่าการบอกชอบครั้งแรกของผมไม่นึกว่าจะเป็นการบอกที่จะช้าไปนิดนึงหรือป่าว  ถ้าถามว่าเสียใจไหม ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์นี่ ไม่ใช่อิฐ ไม่ใช่ปูน แต่ถ้าถามว่าแล้วทำไมต้องบอกด้วย ( ครายถามตรูว่ะเนี่ย ) ก็ต้องบอกว่ามันเป็นความในใจที่เราอยากให้คนนั้นได้รับรู้ว่าเราคิดอย่างไร ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมดีกว่าเมื่อก่อนนะเพราะได้ทำในสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับชีวิตออกไปแล้ว แต่แม้ว่าช่วงเวลานั้นเขาจะไม่รู้เรื่อง หรือจำไม่ได้ก็ตาม แต่เรายังคงจำช่วงเวลานั้นได้เสมอ ( มีความสุขคนเดียว ) ภายนอกของผมเนี่ยแม้จะดูเป็นคนทะเล้น ขี้เล่น ขี้แตกบ้างบางที หรือ ปากหมาในบางครั้ง แต่ถ้าฟังให้ดีคำพูดของผมเนี่ยล้วนเป็นสิ่งที่ออกมาจากการกลั่นกรองแล้วเสมอ เพราะผมเป็นคนที่รักษาน้ำใจคน มิตรภาพคน คำพูดบางคำอาจจะดูไม่จริงจังก็ได้ แต่ทุกคำผมต้องการที่จะสื่อให้คนฟังได้คิด
       และการที่ผมได้บอกความจริงในใจของผมนั้นก็ไม่ได้บอกเพื่อเอาใจเพื่อน ไม่ได้บอกเล่น ๆ ไม่ได้บอกเพื่อให้เพื่อนได้หัวเราะ แต่บอกเพราะความรู้สึกในใจว่าเราต้องพูดเสียที่ อย่าปล่อยไว้เลย อย่างน้อยก็เป็นการแสดงความซื่อสัตย์ต่อตัวเราเอง และเป็นการแสดงความจริงใจ แม้ว่าเขาคนนั้นจะไม่รับก็ตาม  แต่เราก็ยังยืนยันนะว่า เธอยังเป็นคนที่เราชอบอยู่เสมอ และยังคงรออยู่ตรงนี้แม้ว่าเธอจะมีใครก็ตาม ( ขนลุกเล็ก ๆ )
       ผมเคยนั่งฟังเพลงแล้วน้ำตาไหลไปด้วยก็มีเพลง   ( ต้องโทษดาว  )  ( คนไม่เข้าตา  )  ( ฝืน  ) ( ฤดูที่ฉันเหงา  ) เพราะทุกครั้งที่ผมฟังทีไรผมจะคิดย้อนไปถึงวันสำคัญวันนั้นทันที ใจมันสั่งไป และผมเองก็ต้องยอมรับอย่างนึงคือการที่ผมพูดความในใจอะไรไป ผมกลัวคนคนนั้นเนี่ยจะเปลี่ยนไปในทางที่เปลี่ยนไป และออกห่างผมไป ดังนั้นคำว่าชอบ หรือ รักของผมจึงไม่ค่อยหลุดออกจากปากผม นอกจากครอบครัวของผมแล้ว เธอคนนั้นก็เป็นคนแรกที่ผมได้บอกไป
     
     
    ขนลุกครับผู้ชม
     
     
     
     
        ต่อมาเป็นรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับ BlOg TaG ต่อจากผม
         1. ไอ้อ๋องคร้าบคุณเป็นผู้ถูกเลือก   http://rageprison.spaces.live.com/Blog/cns!60453F3E21C1C6E7!226.entry?owner=1
       2. ขวัญจ้าคุณเป็นผู้ถูกเลือก   http://thammachatk.spaces.live.com/?owner=1
       3. น้องพิมจ๊ะพี่เลือกน้องง่ะ http://pimandann.spaces.live.com/?owner=1
       4. น้องกิ๊บจ๊ะเข้ามาซะดีดี http://giff9.spaces.live.com/default.aspx?_c02_owner=1
       5. มึงด้วยซัน เป็นผู้ถูกเลือก http://giff9.spaces.live.com/default.aspx?_c02_owner=1
      
                                        
     
     
     
     
     
     

    ความลับของสิ่งที่เรียกว่ารัก

    : : เรื่องลับลับเกี่ยวกับความรัก

    มีความลับเกี่ยวกับความรักอีกมากมายหลายอย่าง ที่เรายังต้องค้นหากันต่อไป แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินเข้าใจยิ่งค้นหาก็จะทำให้เรารู้ซึ้งถึงคุณค่าของมันมากขึ้น

    : : ความรักเริ่มจากความคิด

    เพราะความคิดเป็นจุดเริ่มต้นของความรักบางทีความรักก็ทำให้เราเปลี่ยนแปลงความคิดอย่างที่เคยเป็นต้องปรับปรุงในสิ่งที่เราเคยทำ เพียงเพื่อให้เข้ากับใครอีกคน

    : : ความรักทำให้เกิดความเคารพ ศรัทธา

    คุณไม่สามารถรักใครได้หรอกถ้าคุณไม่รู้สึกเชื่อมั่นเป็นอันดับแรก และคนแรกที่คุณต้องศรัทธาเชื่อมั่น นั่นก็คือตัวคุณเอง

    : : ความรักคือการให้

    ถ้าคุณต้องการที่จะได้ความรักสิ่งที่คุณต้องทำก็คือ รู้จักให้ด้วยยิ่งให้คุณก็จะยิ่งได้รับ สูตรลับของความสุข และทำให้มิตรภาพยืนยาวที่คุณควรจะจำเอาไว้เสมอก็คือ อย่าถามว่าคนอื่นให้อะไรคุณบ้าง แต่ให้ถามว่าคุณทำอะไรให้คนอื่นบ้างจะดีกว่า

    : : ในความรักมีมิตรภาพซ่อนอยู่


    อยากได้รักแท้ก็ต้องหาเพื่อนแท้ให้ได้ซะก่อนการจะรักกันได้ไม่ใช่แค่มองตา แต่อยู่ที่ว่าต่างคนต่างมีอะไรที่ตรงกันรึเปล่าหากจะรักใครอย่างจริงใจคุณควรจะรักในสิ่งที่เขาเป็น ไม่ใช่แค่ภาพที่คุณเห็นมิตรภาพก็เหมือนกับปุ๋ยที่ช่วยทำให้ความรักเบ่งบานเติบโตทุกๆ วันนั่นเอง

    : : การสัมผัสกันจะช่วยสานต่อความรักให้ดีขึ้น


    เคยรู้สึกดีใช่มั้ยเวลาที่มีใครมาโอบใหล่หรือกอดคุณการสัมผัสกันจึงเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งที่มีพลังช่วยทลายกำแพงแห่งความชิงชังไม่เข้าใจได้อีกด้วยน่าแปลกที่มันสามารถเปลี่ยนแปลงอารมณ์และท่าทีที่แข็งกร้าวให้เบาลงอย่างได้ผล

    : : อยากรักต้องรู้จักปลดปล่อย


    ถ้าคุณรักใครจงปล่อยให้เขาเป็นอิสระบ้างคุณเองก็รู้สึกอึดอัดใช่มั้ย ถ้าหากมีใครมาล่ามโซ่คุณ จงเรียนรู้ที่จะให้อภัยและลืมอดีตที่ไม่ดีมาก่อน ปลดปล่อยความกลัวภายในใจให้ความยุติธรรม ลดทิฐิ และเงื่อนไขต่างๆซะบ้าง บอกตัวเองว่า แต่นี้ไปเราจะทิ้งความกลัวทั้งหมดและอดีตจะไม่มีผลอะไรต่อตัวเราอีก นับจากวันนี้ไปเราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ซะที

    : : ชีวิตจะเปลี่ยนไปเมื่อเรา     

    เรียนรู้ที่จะเปิดใจให้กว้าง

    และซื่อสัตย์ต่อกัน


    คุยกับคนที่คุณรัก อย่ากลัวที่จะพูดคำวิเศษ 3 คำว่า ^ิฉันรักเธอ^ิ อย่าปล่อยให้โอกาสผ่านไป คุณควรจะบอกรักก่อนจะจากกันทุกครั้งเสมอ เพราะบางทีคุณอาจจะได้เจอกันครั้งสุดท้ายก็ได้ใครจะไปรู้

    : : แก่นแท้ของความรัก

          คือการไว้ใจกัน


    ถ้าคุณไม่เชื่อใจกัน ใครคนนึงก็จะเป็นคนระแวง กังวลและหวาดหวั่น ส่วนอีกคนก็จะรู้สึกอึดอัดใจคุณไม่อาจรักใครจริงๆ ได้ถ้าคุณไม่ไว้ใจเขาอย่างแท้จริง

    สุดท้ายคือการเข้าใจ

    อ่านดูเถิดครับ

    ปรัชญาหน้ากระจกรถ
    จากรวมเรื่องสั้นชุด หนึ่งวันเดียวกัน (life in a day)



    ผมขับรถผ่านสี่แยกนั้นทุกวัน ทุกครั้งที่รถจอดรอสัญญาณไฟเขียว
    ผมคิดถึงงานของผม
    ผมคิดไม่ออกว่าจะขายสินค้าที่ผมรับผิดชอบอย่างไร บอกตรง ๆ
    สินค้าในสต็อคตัวที่ผมต้องขายนี้เป็นข้าวพันธุ์ที่มีเม็ดไม่สวย
    และมีสารฆ่าแมลงเจือปน ไม่น่าเชื่อว่าเป็นข้าวไทย
    มันดูเหมือนข้าวที่ปลูกกลางทะเลทรายสะฮารามากกว่า
    ผมบอกเจ้านาย "หาจุดขายไม่เจอเลย ไม่ได้คุณภาพ
    ไม่มีอะไรที่ดีกว่าสินค้าคู่แข่งเลยสักจุดเดียว"
    เจ้านายกล่าวเพียงว่า "ผมไม่สนใจ คุณต้องขายมันให้ได้ มิฉะนั้น..."
    คำว่า 'มิฉะนั้น' ของเขาอาจหมายถึงการหางานใหม่ของผม
    แม้ว่าผมทำงานดีมากี่ครั้งแล้วก็ตาม
    ไม่มีใครจดจำความดีหลายครั้งของคุณได้เท่ากับความล้มเหลวเพียงครั้งเดียว
    นี่เป็นสัจธรรมในโลกของผม
    ความคิดผมสะดุดลงเมื่อเห็นเด็กชายวัยไม่น่าจะเกินหกเจ็ดขวบถือแปรงฟองน้ำ
    กับถังพลาสติคใบเล็กตรงมาหาผม
    เสื้อผ้ามอมแมมพอกับใบหน้า ผมโบกมือไล่ เด็กคนนั้นยกมือไหว้
    และยืนริมหน้าต่างรถนิ่ง ผมนิ่ง เขาก็นิ่งราวกับกำลังทดสอบความอดทน
    ผมเกลียดเด็กพวกนี้ คุณก็รู้มีเด็กแบบนี้เกือบทุกสี่แยก
    ผมเชื่อว่าคุณก็คงจะเคยมีประสบการณ์กับเด็กพวกนี้สักครั้งหรือสองครั้ง
    เปล่า! ผมไม่ได้ต่อต้านเด็กที่มารบเร้าขอเช็ดกระจกรถของผม
    บางทีก็ยัดเยียดขายพวงมาลัย บางครั้งก็ขายหนังสือพิมพ์ หรือผ้าสีขาว
    ผมเชื่อว่าน่าจะมีเด็กแบบนี้ตามสี่แยกสักหลายพันคนในกรุงเทพฯเป็นแน่
    ปัญหาของผมคือทำอย่างไรไม่ให้เด็กทำให้กระจกรถของผมสกปรกไปกว่าเดิม
    รถของผมยังใหม่
    ครั้งหนึ่งผมตวาดไล่เด็กไปด้วยโทสะเมื่อเขาเช็ดรถของผมด้วยผ้าเก่าเขรอะ
    ผมไขกระจกรถลงมาหยิบเหรียญบาทยื่นให้เขาหนึ่งเหรียญ
    เขารับเหรียญนั้นไปแล้วยังยืนมองหน้าผมนิ่ง ผมเลิกคิ้วถาม "ไง? ไม่พอหรือ?"
    เด็กว่า "น้า ขอซักสิบบาทเถอะ"
    ไฟจราจรกำลังเปลี่ยนเป็นสีเขียว ผมหยิบเหรียญสิบบาทชูขึ้นให้เขาเห็น ยิ้ม
    และปล่อยเหรียญนั้นตกลงพื้นถนนขณะที่เคลื่อนรถของผมออกไป
    ผมได้ยินเสียงเบรคจากรถที่ตามมา ได้ยินเสียงกระแทกกันดังโครม
    แต่ผมไม่ได้หันกลับไปมอง

    ผมขับรถผ่านสี่แยกนั้นในวันต่อมา งานอยู่ในหัวขณะที่รถติดเป็นแถวยาว
    ยังคิดหาวิธีขายข้าวพันธุ์ 'สะฮารา' ของผมไม่ได้
    เด็กหญิงวัยสิบกว่าขวบคนหนึ่งหน้าตามอมแมมสวมหมวกแก๊ปสีเขียวเดินมาหา
    ผมทำสัญญาณว่าไม่ต้องการให้เธอเช็ดกระจกรถของผม เธอไม่สนใจ
    อีกครั้งผมเลื่อนกระจกรถลง ยื่นเหรียญบาทให้เด็ก บอกว่า "เอานี่ไป
    แล้วไม่ต้องเช็ด"
    "น้าขอหนูสักสิบยี่สิบบาทเถอะ กำลังเดือดร้อน"
    "เป็นเด็กเป็นเล็ก เดือดร้อนอะไรกันนักหนา"
    เด็กหญิงบอก "น้องหนูถูกรถชนเมื่อวาน โคม่าอยู่ที่โรงพยาบาล"
    ผมสะดุ้ง นึกถึงเด็กชายที่ผมแกล้งเมื่อวาน
    ผมยุ่งกับงานจนลืมเรื่องนี้ไปสนิท
    "ถูกรถชนที่ไหน?"
    "ที่สี่แยกนี้แหละน้า"
    "ใครชน?"
    "รถคันนึง เบรคไม่ทัน แดงก้มลงเก็บตังค์บนพื้น เลยถูกชน"
    ผมควักธนบัตรหนึ่งร้อยบาทให้เด็กหญิง แล่นรถออกไป
    ในใจเต็มไปด้วยความคิดต่าง


    ผมนอนไม่หลับทั้งคืน
    ไม่อยากเชื่อว่าเด็กชายคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัสเพราะเงินสิบบาท
    ที่สำคัญคือผมเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์นี้อย่างเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้
    วันต่อมาผมขับรถผ่านไปที่แยกนั้นอีก แต่ไม่พบเด็กหญิงที่แจ้งข่าวคนนั้น
    ผ่านไปอีกสองวัน ผมถามเด็กหญิงคนนั้น "น้องชายเธอเป็นยังไงแล้ว?"
    "แดงตายแล้วค่ะน้า เพิ่งเผาเมื่อวานนี้เอง"
    ใจผมสั่นหวิว ควักธนบัตรสองพันบาทยื่นให้เด็กหญิง
    "เอาไปเป็นเงินทำบุญให้น้องเถอะ"

    ผมนอนไม่ หลับอีกหลายคืน ไม่เคยรู้สึกแย่อย่างนี้มาก่อน
    ความผิดของผมแท้ๆ
    หลายวันต่อมาผมไม่พบเด็กหญิงคนนั้นอีกเลย สอบถามจากเด็กคนอื่น
    ก็ไม่มีใครทราบ เด็กชายคนหนึ่งชี้มือไปที่ซอยเล็กริมถนน บอก
    "บ้านเขาอยู่ในซอยนั่นแหละน้า อยู่สุดซอย บ้านหลังคาสังกะสีทาสีเขียว"
    ผมตัดสินใจตามไปที่บ้านของเด็กหญิงคนนั้น
    ขณะที่เดินไปตามทางดินลูกรังในซอย
    ผมไม่อยากเชื่อว่าหลังตึกระฟ้ามีสลัมซ่อนอยู่
    ผมหาบ้านหลังคาสังกะสีทาสี เขียวไม่ยาก
    ผมยืนหลบมุมที่หน้ากองโอ่งครู่หนึ่ง
    ขณะพยายามนึกหาคำพูดที่เหมาะสมเมื่อเจอเด็กหญิง
    พลันได้ยินเสียงเด็กหญิงคนนั้น "เอ้า กินซะ
    ไม่ได้กินอย่างนี้มานานเท่าไหร่แล้วนี่"
    เสียงเด็กชายคนหนึ่งว่า "อร่อยจังเลยพี่"
    ผมชะโงกหน้าออกไปดูทันที เป็นเด็กชายแดงที่ 'ถูกรถชนตายไปแล้ว'
    คนนั้นนั่นเอง! คนตายคงไม่สามารถยิ้มและกินอาหารอย่างนี้!
    เด็กสองคนนี้ไม่ได้ไปทำงานหลายวันเพราะเงินสองพันบาทของผม
    เด็กหญิงว่า "ขอบคุณน้าคนนั้นมากเลยที่ให้ค่าทำบุญมาตั้งเยอะ"
    "พี่ไปขอบคุณเขาทำไม เขาแกล้งแดงรู้ไหม"
    "แต่เขาก็คงรู้สึกแย่ ไม่งั้นไม่ให้เงินมาตั้งเยอะ"
    "พี่เก่งนะที่คิดออกมาได้ ทำให้เขารู้สึกผิด แล้วยังได้เงินมาตั้งสองพัน"
    ผมเดินถอยกลับออกมา หัวเราะหึ ๆ ในใจรู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก
    ผมน่าจะรู้ว่าเด็กพวกนี้มีสัญชาตญาณเอาตัวรอดสูงกว่าผมเสียอีก

    ผมบอกที่ประชุมในวันต่อมา
    "มีทางเดียวที่จะขายข้าวของเราคือทำโฆษณาให้คนดูรู้สึกแย่ แบบ Emotional
    Blackmail น่ะครับ เสนอภาพชาวนาที่กำลังอดตาย ตายคาทุ่งเลย เอาแรง ๆ
    สื่อให้คนดูรู้ว่า ถ้าเขาไม่ซื้อข้าวของเรา
    ครอบครัวชาวนาที่มีเด็กเล็กเด็กน้อยอดตายแน่ ๆ"
    ผมได้ยินเสียงปรบมือในห้องประชุม

    กับคำว่า"พอ"


    จุดเริ่มต้นของความสุข
    ผมคิดว่าอยู่ที่การค้นหาตัวเองให้พบไม่ใช่เรื่องง่าย
    บางคนใกล้ตายยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร

    เพราะติดอยู่กับความหลง หรือติดอยู่กับกระแสอะไรก็ตาม
    ผมก็เช่นกันเคยถูกชักจูงจากสังคม

    จากเพื่อนให้ไปทำงานหลายๆ อย่าง แต่ไม่ว่าทำงานอะไรก็ตาม
    ต้องทำด้วยความชอบ จึงจะประสบความสำเร็จ

    และต้องรับผิดชอบต่องานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
    ขณะเดียวกันไม่มีงานไหนราบรื่น
    ไม่มีหรอกที่ตัวเราจะไม่เครียด หรือไม่มีความทุกข์
    หรือไม่หงุดหงิด
    อยู่ที่ว่าแก้ไขให้ดีขึ้นได้ไหม ถึงจะไม่ได้ทั้งหมด

    แต่อย่าเลวลงก็เท่านั้นเอง นั่นคือการดำรงชีวิตอยู่

    จนเมื่อผมเข้าสู่วงการภาพยนตร์ ได้ไปถ่ายหนังตามสถานที่ต่างๆ
    จึงค้นพบว่าจริงๆ แล้วตัวเองชอบทำ
    งานอิสระและไม่จำเจไม่มีเวลาทำงานตายตัว และไม่เครียด
    ทุกคนในกองถ่ายเป็นเพื่อนกันหมด

    ตั้งแต่นั้นผมก็ติดอยู่กับงานแสดงมาตลอด

    ซึ่งไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตามเราต้องทำตัวให้อยู่ได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

    ไม่ใช่อยู่ได้ด้วยการเอาตัวรอด
    เพราะการเอาตัวรอดไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้องกับทุกอย่าง

    แต่ด้วยการรักษา และเคารพมารยาทในการอยู่ร่วมสังคมการทำงาน

    กับเพื่อนร่วมงานไม่แบ่งชั้นวรรณะ

    ทุกคนมีความสำคัญในการทำงานเหมือนๆ กัน
    เพียงแต่รับผิดชอบหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง

    รวมทั้งการจัดระเบียบวินัยให้กับชีวิต
    ไม่ใช่รับผิดชอบในการทำงานดี
    แต่ไม่ดูแลตัวเอง ในเมื่อพ่อแม่ให้
    ร่างกายมาครบ32 ประการ ก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องมีวินัยในตัวเอง
    ไม่จำเป็นต้องสวยหล่อ หรือต้องใส่แบรนด์เนม

    เพียงแค่ดูแลร่างกายให้สะอาด อยู่เสมอ
    ต่อให้ใส่อะไรก็ดูดีทั้งนั้น
    คนที่ทำงานหนักต้องพักผ่อนบ้าง

    ไม่ใช่ทำงานจนสลบคาโต๊ะ คาเก้าอี้
    หรือรอให้ป่วยก่อนแล้วค่อยไปหาหมอ
    ขณะที่รถป้ายแดงกลับหมั่นเช็ดถูจนสีถลอก

    ทำไมจึงห่วงรถมากกว่าตัวเอง
    เหมือนกับชีวิตได้มาฟรีก็เลยไม่ดูแล

    ขอให้คิดสักนิดว่าชีวิตคนยืนยาวกว่าของใช้เยอะ

    ณ วันนี้ผมมาถึงจุดที่ตัวเองเพียงพอแล้ว
    ได้ทำงานที่ชอบและได้มีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ตัวเองรัก

    เสร็จงานกลับบ้านสวนที่จันทบุรี
    อยู่กับความเรียบง่ายของธรรมชาติอยู่กับการปลดปล่อย

    ไม่บังคับตัวเองว่าจะต้องกินอาหารเมื่อไร

    นอนหรือตื่นเมื่อไร ผมกินอาหารวันละมื้อมา 8 ปี
    จะกินก็ต่อเมื่อหิว และกินแค่พออิ่ม

    ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือนอนหลับ
    และจะตื่นเมื่อร่างกายต้องการ ไม่ได้บังคับว่าต้องตื่นเพื่ออะไร

    เพราะอะไรก็ไม่หนีเราไปไหน ต้นไม้ยังรอ บ้านก็ยังรอเราอยู่

    ผมใช้ชีวิตอย่างนี้มาสามสิบปีไม่เคยรู้จักความเหงา
    พอคนงานกลับไปหมด
    บ้านจะเงียบ ไม่มีคนอยู่ในสายตา

    ผมปิดไฟ มองเห็นดาวเต็มท้องฟ้า นอนฟังเสียงจักจั่น
    แค่นี้สำหรับผมก็พอแล้ว

    นิรุตติ์ ศิริจรรยา

    มุมมองของฝรั่งต่อประเทศไทย

    ฝรั่งคนหนึ่งมองคนไทย
    (
    คัดบางส่วนจากบทความ)คนไทยกับคำสอนในหลวง
    โดยเปลว สีเงิน คอลัมภ์ คนปลายซอย หน้า ๕ นสพ.ไทยโพสต์ ฉ. 5 พค.49
    --------------------------------


          ....
    ผมจะนำบทสัมภาษณ์นายมาร์ติน วีลเลอร์ชาวอังกฤษ ผู้มีปริญญาตรีเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยลอนดอน แต่มาปักหลักเป็นเกษตรกรไทยมีลูก-มีเมียเป็นคนไทยอยู่ขอนแก่นขณะนี้ ให้อ่านเพื่อได้คิดกัน ซึ่งหนังสือเราคิดอะไรฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ เขาตีพิมพ์ไว้ โดยเริ่มจากตอน

    ·                                 นิยามความรวยกับความจน


       
    มันเป็นเรื่องแปลกนะที่ประเทศไทยคนยากจนมีหนี้สินเยอะ ที่อังกฤษมีแต่คนรวยที่เป็นหนี้สิน คนจนไม่มีหนี้ เพราะเขาไม่ให้คนจนยืมเงิน เนื่องจากกลัวจะไม่มีปัญญาใช้คืน จึงไม่มีสิทธิ์มีหนี้สิน แต่คนรวยยืมเงินได้ คำว่ารวยกับคำว่าจน มันคืออะไรกันแน่ (แต่บ้านเรากลับพยายามให้คนจนได้กู้ยืมเงิน เพื่อจะได้กระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการยกยอล่อลวงด้วยหลักว่านำเงินในอนาคตมาใช้เลยเป็นหนี้กันทุกหย่อมหญ้า ยิ่งจนก็ยิ่งกู้ง่าย-ผู้คัดลอก)
       
    ที่ขอนแก่นเขาว่าผมบ้าบ้าง ฝรั่งยากจนบ้าง ฝรั่งตกอับบ้าง ฝรั่งขี้นก ฝรั่งไม่มีเงิน แต่ผมบอกว่าไม่ใช่ ผมรวยนะ เขาถามว่ารวยได้ยังไง ผมบอกว่า
             
    ๑.ผมมีบ้าน ผมทำบ้านเล็กๆ เป็นกระท่อมน้อยๆ เอาหญ้ามามุงหลังคา ชาวบ้านเขาเรียกว่าเถียงนาไม่ใช่บ้านหรอก ผมบอกว่าใช่ มันบ้านของผม ไม่ใช่บ้านเจ้านาย ราคาหนึ่งหมื่นสองพันบาท อยู่ได้ครับ มันกันแดด-กันฝนได้ แค่นั้นผมก็รวยแล้ว
             
    ๒.มีที่ดินแค่ ๖ ไร่เท่านั้นเอง ที่นั่นเขาบอกว่ากระจอก มีนิดเดียว แต่สำหรับฝรั่งมันเยอะมาก จริงๆผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ เป็นพื้นฐานของชีวิตเราต้องมีที่อยู่อาศัยเป็นของเรา ไม่ใช่ของเจ้านาย เพราะว่าถ้ามันเป็นของเจ้านาย เราต้องไปหาเงินให้เขา ถ้าเราไม่มีเงินเขาก็ไล่เราออก เราไม่มีที่อยู่นะ เพราะฉะนั้น ต้องมีบ้านเป็นของตัวเองไว้ก่อน ซึ่งผมก็มีบ้าน คิดว่าลูกของผมจะต้องมีบ้านแน่ๆด้วย
             
    เรื่องเกษตรผมทำไม่เก่ง แต่ที่ทำได้ง่ายคือปลูกต้นไม้ ไม้ประดู่ ไม้สะเดา ไม้ยาง ปลูกไว้ให้ลูกสร้างบ้าน ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ ต้นไม้โตเร็วมาก แค่ ๒๕-๓๐ ปี ตัดได้แล้ว ไม่เหมือนอังกฤษ ๒๐๐ ปี ได้เท่านี้เอง เพราะอากาศเย็น เป็นเรื่องแปลกที่คนไทยจะบ่น โอ๊ย....มันร้อนๆ ผมว่ากลับเป็นเรื่องดี แสงแดดเยอะจะทำการเกษตรได้ตลอดเวลา ๑ ปี ทำได้ทุกวัน แต่คนไทยจะบ่นว่าร้อนๆๆ ไม่เอา...ไม่เอา..อยากเป็นคนผิวขาวดีกว่า แต่คนอังกฤษเขาถือคนผิวขาวเป็นคนจน เพราะว่ามันไม่มีปัญญาจะไปเมืองนอก ซึ่งกลับกันเลย แม้แต่พ่อของผม เขาก็ยังมีเครื่องอาบแดดเพื่อให้ผิวเป็นสีแทน ให้ดูแบบคนมีสตางค์ แต่คนไทยกลับอยากมีผิวขาว (ยิ่งขาวอมชมพูด้วยยิ่งดี ไม่มองข้อเท็จจริงที่ว่า เราเป็นชาวผิวคล้ำเพราะธรรมชาติ ที่ร้อนและแสงแดดจัด กลับไปฝืน ไปพอก ไปทา หมดเท่าไรไม่ว่า โฆษณากันดื่นจอทีวีเกือบตลอดเวลา ธรรมชาติไม่โกหกหรอกครับ สักวันหนึ่งจะเห็นผลของการที่พยายามต่อต้าน-ฝ่าฝืน-ขัดขืนธรรมชาติในข้อนี้-ผู้คัดลอก)

    o                                                        วิธีคิดไม่ธรรมดาของมาร์ติน วีลเลอร์


       
    ผมมีลูก ๓ คน ชาย ๒ หญิง ๑ สิ่งสำคัญที่สุด ๒ เรื่องในชีวิตของเราคือ ๑. ต้องมีบ้านเป็นของตนเองให้ได้ จึงจะถือว่าชีวิตประสบความสำเร็จ ๒. ต้องมีงานทำทุกวัน ไม่ได้จำกัดว่าเป็นงานอะไร แต่ขอให้มีงานทำทุกวัน ชีวิตจึงจะไม่สูญเปล่า วิธีเดียวที่รับประกันได้ว่าลูกมีงานทำ คือการมีที่ทำกินให้เขา และเราต้องช่วยให้เขาทำเป็น ผมคิดว่าคนชนบทจริงๆ ใครมีที่ดินทำกินแล้วจะไม่ตกงาน เว้นแค่คนขี้เกียจ ซึ่งบางคนมีที่ดินเยอะ แต่ไม่ยอมทำ ถ้าเราสั่งสอนให้ลูกรู้จักทำมาหากิน เขาก็ไม่ตกงาน
       
    ผมถือว่างานที่อิสระและมีประโยชน์มากที่สุดคืองานเกษตร ซึ่งช่วยให้เรากินอิ่มทุกวัน คนอังกฤษกินไม่อิ่มเยอะมากนะ ผมไม่อยากให้ลูกของผมอดอาหาร อยากให้ลูกกินอิ่มในลักษณะที่ส่งเสริมสุขภาพด้วย กินอาหารที่ไม่มีสารพิษ กินอาหารแบบเรียบง่ายก็ได้ แต่อิ่มทุกวัน เมื่อมีบ้าน มีงาน มีอาหาร ลูกของผมก็จะรวยที่สุด....ฯลฯ (คนไทยกี่คนครับ ที่คิดๆได้อย่างนี้..ผู้คัดลอก)

    §                                                                                 จุดอ่อน-จัดแข็งของคนไทย


       
    ผมคิดว่าคนไทยส่วนมากยังไม่เข้าใจระบบทุนนิยม เห็นฝรั่งที่ไหนก็คิดว่ารวยหมด คิดว่าการพัฒนาในระบบทุนนิยม จะทำให้ทุกคนมีเงิน ไม่เข้าใจว่าประเทศที่พัฒนาระบบทุนนิยมนานแล้ว เช่น อังกฤษ สหรัฐ มีปัญหาเยอะมาก แต่คนไทยก็คิดว่าเมืองนอกดีกว่า อันนี้จุดอ่อนครับ คือคนไทยสนใจเมืองนอก ไม่ได้สนใจประเทศไทย ผมเป็นฝรั่ง คุณเลยนั่งฟังผม ถ้าผมเป็นชาวบ้าน คุณจะไม่สนใจผม อันนี้เป็นจุดอ่อน(ตรงและถูกใจผมจังเลย...ผู้คัดลอก)
             
    แต่จุดแข็งคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แผ่นดินประเทศไทยอุดมสมบูรณ์มากๆ มีดินเยอะมาก น้ำเยอะมาก แสงแดดเยอะมาก ทำเกษตรอยู่รอดแน่ ใครๆก็อยากได้ประเทศไทย ผมก็ได้ถึง ๖ ไร่
       
    คนไทยโชคดีมากๆ ที่ได้ในหลวงเป็นผู้นำ พระองค์ท่านเป็นคนที่ทำงานหนักมาก เพื่อช่วยให้คนได้คิด ช่วยให้คนอยู่ได้ จะหากษัตริย์ในประเทศอื่นไม่ค่อยมีแบบนี้ ปัญหาคือคนไทยส่วนมากนับถือในหลวง แต่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสอนของในหลวง พระองค์ท่านบอกว่า ๒๗ ปี ถึงเศรษฐกิจพอเพียง แต่คนไทยไม่รู้จักพอเพียง
       เอาอย่างเดียว ถึงยกมือไหว้ในหลวง แต่เวลาดำรงชีวิต ไม่ได้ทำตาในหลวง ก็ในหลวงบอกไว้แล้วว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเสือ ขอให้มีอยู่มีกินไว้ก่อน
       
    ถ้าทุกคนเริ่มคิดจริงๆถึงสิ่งที่ในหลวงพูด เราน่าจะช่วยให้ประเทศไทยอยู่ได้ เพราะความคิดของในหลวงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ต้องอาศัยพลังแผ่นดิน ทำได้เฉพาะประเทศไทยนะ เศรษฐกิจพอเพียง ที่อื่นทำไม่ได้หรอก เพราะเขาไม่มีที่ดิน ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเยอะเหมือนประเทศไทย
       
    พวกคุณโชคดีที่ได้แผ่นดินดีๆ ได้ผู้นำ(ในหลวง)ที่ดีด้วย และเรื่องที่ ๓ เรื่องศาสนาผมคิดว่า ศาสนาพุทธมีความสำคัญมากๆ สำหรับคนไทย ไม่ใช่แค่นับถือไหว้พระ แค่นั้นไม่พอ แต่อยู่ที่การปฏิบัติด้วยนะ มักน้อย สันโดษ พอเพียง ธรรมะคือธรรมชาติ เป็นเรื่องง่ายๆ พึ่งตนเองก็ได้ ปรัชญาของศาสนาพุทธ ทำได้นะ แต่คนไทยจำนวนน้อยที่เข้าใจ (เราท่านเห็นอย่างที่ฝรั่งท่านนี้เห็นกันบ้างไหมครับ-ผู้คัดลอก) จริงๆ แล้วศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ออกแบบให้เหมาะสมสำหรับคนบ้านนอก ให้ใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ โดยไม่ทำลาย ไม่เอาเปรียบ แต่ให้เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ (ขออนุญาตเห็นเพิ่มเติมว่า ไม่เฉพาะแต่ชนบท แต่เหมาะกับมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถที่จะไม่ทำลาย ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งเพื่อนมนุษย์ ซึ่งก็เป็นธรรมะ-ธรรมชาติในตัวเองด้วยเหมือนกันครับ-ผู้คัดลอก)

    §                                                                                                         อยากบอกอะไรคนไทย


       
    คุณโชคดีมากๆที่เกิดในประเทศไทยที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องไปรบกับใคร ไม่ต้องไปเอาน้ำมันจากใคร ไม่ต้องไปเบียดเบียนคนอื่น ประเทศไทยอยู่ได้ กินอิ่ม มีเหลือแจกด้วย อย่าไปคิดเรื่องเงินอะไรมาก อย่าลดคุณค่าความเป็นไทยของตัวเองลง คนไทยส่วนมากนิสัยดีจริงๆ คนไทยมีน้ำใจ หายากนะ
             
    คนไทยมีพระเจ้าอยู่หัว มีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีศาสนาพุทธที่ดีมาก ทั้ง ๓ อย่างนี้ พยายามรักษาเอาไว้ให้ได้
       
    ชีวิตที่ไม่ทะเยอทะยานเกินไป คือชีวิตที่มีคุณภาพ ชาวบ้านทุกคนทำได้ ผมเองถึงยังทำไม่สำเร็จ แต่มั่นใจว่าจะทำได้แน่ในอนาคต ถ้าผมทำได้ คนอื่นก็คงทำได้ง่ายกว่าผมเยอ ทุกอย่างอยู่ที่เรา ถ้าเราไม่อยากได้อะไรมากเกินไปในชีวิต ชีวิตมันก็ง่าย พยายามทำชีวิตให้มันง่ายขึ้น อย่าให้มันสับสน อย่าให้มันลำบาก พยายามรักษาสิ่งแบบนี้ให้ดี และอย่าเชื่อฝรั่งมากเกินไป.............
       
    ครับ....เมื่อไหร่ล่ะ ที่คนไทยจะเปลี่ยนพฤติกรรมเคารพในหลวงด้วยปาก มาเป็นเคารพในหลวงด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ท่าน

    เพื่อนร่วมโลกทุกท่านครับ
         
    ผมใช้เวลา ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที ในการพิมพ์ข้อความข้างต้น และได้ให้ลูกกับภรรยาอ่านบทความนี้ด้วยแล้ว หลังจากนี้ จะนำข้อความบางส่วนที่ทำตัวหนาไว้ จัดทำเป็นแผ่นใส เพื่อบรรยายตามชั้นเรียนต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งแต่วันที่ ๙ มิ.ย.นี้เป็นต้นไป ด้วยหวังจะช่วยกันปลุกคนไทยบางคนที่ยังหลับใหล ยังไม่เป็นพุทธคือ ไม่ตื่น ไม่รู้ ไม่เบิกบาน แต่ตรงกันข้าม กลับบานและเต็มไปด้วยหนี้สิน ความทุกข์ ตัณหา ๑๐๘ อย่างทุกวันนี้ (คำว่าตัณหา ๑๐๘ นี้ ไม่ใช่สำนวนเขียนเล่นโก้ๆนะครับ เมื่อวานเพิ่งอ่านเจอว่า ตัณหาในทางพุทธศาสนา มี ๑๐๘ อย่างจริงๆ และเราท่านก็ต้องเจอะเจอกับมันทุกวัน มากบ้างน้อยบ้าง แล้วจะไม่เป็นทุกข์ได้อย่างไรกันครับ

    คณะปฏิรูปการปกครองฯ ประกาศควบคุมสถานการณ์

     คณะปฏิรูปการปกครองฯ ประกาศควบคุมสถานการณ์
           
           ต่อมาเวลา 23.00 น. วันที่ 19 ก.ย. 2549 สถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ได้ออกอากาศคำประกาศ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ดังนี้
           
           “เนื่องด้วยขณะนี้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลไว้ได้แล้ว โดยไม่มีการขัดขวาง เพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองจึงขอความร่วมมือประชาชนในการให้ความร่วมมือและอยู่ในความสงบ และขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วย”

    การเดินทางของดอนฮวนกี้ร์ ครั้งที่ 1

         วันนี้เป็นวันแรกที่ได้ลงมาภาคใต้ พ่อเลยปลุกเราตั้งแต่ตี 4 ทั้งที่เราบอกแล้วว่าเครื่องออกตอน 9.45 ไปแปดโมงก็ยังทัน แต่สายไปเสียแล้ว พ่อเราอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ทำให้เราต้องตื่นขึ้นมาด้วยความเพลีย เมื่อคืนดึกไปหน่อย จากนั้นเราก็นั่งรถมาที่ดอนเมืองเลย ต้องมานั่งคนเดียวตอน 6.00 กว่ามั้ง เฮ้อ แต่ก็ยังดีที่ได้นั่งเครื่องบินมา 555+ นั่งเครื่องบิน แอร์เอเชีย  มาลงที่กระบี่ ก็ใช้เวลาไปประมาณ 1.45 ชั่วโมงก็ถึงดินแดนที่สวยงามแห่งหนึ่งของประเทศไทย อ้อ เรามีเพื่อนมาด้วยอีก 3 คน คือ เด็กมหิดล 2 คน ชื่อ ปูน และ ขวัญ เป็นสองสาวที่กนุกหนานมั่กๆๆ และ บัดดี้เราคือ กบ ( ไม่ได้อยู่ตามบึง หนอง ) เป็นอาสารุ่นเดียวกัน และแล้วพี่มด ซึ่งเป็นพี่ที่โครงการก็ขับ วีออส มารับเราทัวร์รอบเมืองก่อนเข้าออฟฟิต ที่นี่ดูเจริญมาก อาจเป็นเพราะที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็ได้ แล้วพี่มดก็พาพวกเราเข้าออฟฟิต ซึ่งที่นี่ก็ยังมีพี่ม่อน เป็นพี่เจ้าหน้าที่โครงการ และเป็นเพื่อนสนิทกับพี่มด ตอนแรกเรานึกว่าที่นี่จะเข้มข้น และมีกฎระเบียบมากเสียอีก ที่ไหนได้ พี่ๆ ทุกคนต่างก็น่ารักมากและนิสัยดีมากๆ ทำให้เราหายเกร็งและเราก็เริ่มรู้สึกที่จะสนุกแล้วด้วย อิอิ พี่ม่อนบอกว่าที่นี่เราสามารถขับรถของพี่มดได้ ซึ่งเป็นวีออส แต่ที่ไหนได้ มีขวัญ กับพี่มดเท่านั้นที่ขับเป็น เศร้าเลยตรู เดี๊ยวเราจะไปหัดขับรถดีกว่า 555 แนะนำตัวเสร็จแล้ว เราก็ลงพื้นที่เลย แต่ว่าเราขออาสามาเอง เพราะที่จริงแล้วเราอยากจะมาดูทิวทัศน์ที่นี่ ที่นี่ดีอย่างนึงคือ อากาศเย็นมากๆ สบาย สบาย ไม่มีแดดเลย นี่แหล่ะ อากาศที่เราใฝ่ฝัน
         เมื่อเก็บข้าวเก็บของแล้วเราทั้ง 5 ชีวิตก็ลงมาที่ จ. พังงา มาเข้าพักที่ Best Western : Palm Galleria Resort เป็นรีสอร์ตที่สวยมากๆ เป็นสไตล์บาหลี ซึ่งที่นี่เองก็เคยโดนซึนามิถล่มมาแล้วตอนที่กำลังจะเปิดให้ใช้บริการ โชคดีของที่นี่ที่ไม่มีใครเป็นอะไร โชคดีของตูด้วย ที่ไม่เจออะไร เลยได้ 1 ห้องเตียงคู่ แต่นอนคนเดียว พี่เปิดให้คนละห้อง  ข้างในสะดวกสบายมาก ให้ 5 ดาวเลย ติดทะเล แต่ก็ยังเกรงๆ อยู่ว่า อีคลื่นบ้านั่นจะมาเวลาไหน เผื่อถูกแจ๊คพล็อต ( พูดเล่น อย่ามาเลย )เก็บของเข้าที่พักแล้ว พวกเราก็ไปต่อที่ โคลกกลอย จ. พังงา เพื่อไปดูการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ระหว่างนายทุนและชาวบ้านที่ถูกฟ้องขับไล่ โดยมีผู้พิพากษามาไกล่เกลี่ย แต่พวกเราไปดูไม่ทันก็เพราะว่า เราหลงอยู่ในเมืองหาทางเข้าไม่ถูก กว่าจะเข้าไปได้ เขาก็เลิกกันแล้ว แต่ยังดีที่มาถึง ที่นี่เรายังได้พบกับอาสาสมัครอีก 3 คนที่เป็น อาสารุ่นเดียวกับเรา คือ พี่ติ ออด และโต๋ แต่อยู่คนละโครงการกัน 3 คนนี้ อยู่ Save Andaman  ซึ่งประจำที่ภูเก็ต และ พังงา ส่วนเรากับกบ อยู่ที่ Asia Foundation ซึ่งองค์กรเรากับเขาจะประสานงานช่วยกัน ทักทายปราศรัยพอสมควรก็กลับ เพราะเรายังมีงานวันพรุ่งนี้อีก วันนี้ยังไม่มีอะไรที่หวือหวามากนักคงเป็นวันแรกมั้ง อิอิ ไม่นานเราก็จะได้ขับวีออสแล้ว แต่ต้องไปหัดขับก่อน นี่คือสิ่งสำคัญ 
         ปล. เราคิดถึงทุกคนนะอย่าลืมส่งแรงเชียร์และแรงใจมาให้ด้วยนะ รักเราน้อยๆ แต่ขอให้รักนานๆ อิอิ อืม และเราจะไปกรุงเทพประมาณวันที่ 3 หรือ 4 นี่แหล่ะ ไปสอบทนาย เราคงได้เจอกัน
                ไดอารี่นี่อาจไม่ได้เขียนทุกวันนะ ขี้เกียจเหมือนกัน แต่ถ้าเจออะไรดีๆ มันส์ๆ หรือเหตุการณ์ที่น่าสนใจ เราก็จะมาลงนะจ๊ะ บาย รักนะเด็กโง่ ( โง่นะที่รักเด็ก )

    เวลาครับผม

    วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ต้องปล่อยเวลาไปอย่างไม่ค่อยมีประโยชน์สำหรับคนอย่างเรา เพราะช่วงเวลานี้มันเป็นเวลาสำหรับคนทำงาน แต่เรามานั่งคิดๆดูแล้ว เราพร้อมแล้วเหรอสำหรับการก้าวไปสู่อนาคต เราพร้อมแล้วเหรอสำหรับการเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ที่เป็นวัยทำงาน คำตอบมันอยู่ในใจของทุกคนแล้ว  แต่ถึงกระนั้นเวลานี้ก็อาจจะเป็นเวลาที่มีค่าของใครต่อหลายคนในโลกใบนี้      บางคนเคยบอกว่าเวลาเป็นสิ่งที่มีค่าและมันมักจะไม่รอใคร  ประโยคนี้ก็เป็นเรื่องจริง เราต่างหากที่ไม่เดินไปพร้อมกับเวลา  แต่สำหรับเวลาของผมแม้จะไม่ค่อยมีประโยชน์แต่ผมก็ทำให้เวลาทุกนาทีเป็นเวลาที่น่าจดจำและมีความสุข ดังนั้นการที่จะบอกว่า ปล่อยเวลาไปอย่างไม่ค่อยมีประโยชน์ ก็เห็นว่าจะไม่ถูกมากนักทั้งหมด เพราะเราจะไปรู้ได้ไงว่าเวลาใครมีค่ามากกว่ากัน บางคนใช้เวลาเพื่อประโยชน์ตัวเอง  แต่ช่วงในการใช้อาจจะไม่มีความสุขก็ได้  บางคนใช้เวลาเพื่อคนอื่น แต่เขามีความสุข
         สำหรับผมเวลานี้ในทุกๆ วันเป็นเวลาที่มีความสุข เพราะเวลานี้ในอดีต เป็นเวลาที่ผมได้อยู่กับเพื่อนๆในช่วงเวลาต่างกัน เช่น ในตอนสมัยอนุบาล ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลา ทานอาหารว่าง ซึ่งในตอนนั้นเราเกลียดมาก คือ กินนม  (แหมจะเอาอะไรมากเด็กอนุบาลนี่ )กลางวันก็กิน อาหารกลางวัน ที่จำได้ไม่ลืมเลยคือ ข้าวต้มหมูหยอง  ในตอนนั้นคิดมาตลอดเลยว่า ไม่มีอะไรกินแล้วเหรอฟ่ะ  เหมือนฟ้าจะรับรู้ความในใจของเด็กชายที่รักและน่าสงสารคนหนึ่ง ( คิดไปเองหรือป่าวว่ะ ) เช้าวันรุ่งขึ้นเปลี่ยนเป็น ข้าวต้มกับผักสับละเอียด พร้อมหมูหยอง อีกนิดหน่อย กรำ หนักขึ้นไปอีก ภาระของผมหนักขึ้นไปอีก กินเสร็จก็นอนกลางวัน ตอนนี้ผมก็เกลียดเหมือนกัน ทำไมตูต้องนอนกลางวันด้วย ทั้งๆที่เวลานี้ มันควรจะได้ออกไปเริงร่าท้าลมแดดกับเพื่อนๆ ( นี่ขนาดตอนเด็กนะเนี่ย ) ก็ทำไงได้เด็กนี่หว่า แต่เวลานอนกลางวันนี่ ที่ เนิสเซอรรี่ ที่นี่ มักมีเรื่องตื่นเต้นให้ติดตามแทบทุกวัน เช่น นอนกลางวันดีๆ ก็ต้องตื่นขึ้นมากลางคันซะงั้น เพราะ จะมีงูออกมา เกือบทุกสายพันธ์ในประเทศไทย ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาเจาะจงที่นี่ด้วย หรือว่างูจะมาช่วยพวกเราบางคนที่ไม่อยากนอน รวมทั้งผมด้วย  แต่การนอนที่นี่ มักจะมีเรื่องให้ทำตลอดเวลา เช่นการนอนกลางวันของที่นี่ จะให้เด็กนอนรวมกันที่โถงนอนใหญ่มากๆ แต่มันก็ร้อนมากๆ พัดลมมีไม่กี่ตัว กับเด็ก นับร้อย ดังนั้นที่นี่จึงมีมุมน่านอนอยู่ที่นึงที่เด็กๆ ชอบกันมากๆ คือการได้นอนในสวนนอกโถง เพราะว่ามันจะไม่ร้อนและอากาศเย็นมากๆ ที่นี่ใครทีที่ได้นอน จะถือว่าโชคดีที่สุดในหมู่เด็กๆ ซึ่งผมเองก็เคยได้รับคัดเลือกถึง 3 ครั้ง เท่าที่จำได้นะ เพราะนอนได้เวลาอันสมควรแล้ว ก็ต้องตื่นขึ้นมาดื่มนม พร้อม อาหารว่างอีกนิดหน่อย แล้วก็กลับ
          ในเวลาช่วงนี้ผมมีเพื่อนเท่าที่จำได้ ก็มี 1 คนคือ เด็กหญิง สายฝน ตอนนี้ก็จำอะไรมากไม่ได้ แต่ตอนนั้น เสน่ห์ผมมันแรงมั้ง ถึงไปกระตุกอะไรบางอย่างของเธอเข้า ก็มาคบกันเป็นเพื่อน ศึกษานิสัย ดูใจกัน และค่อยคิดเรื่องอนาคต ( 555 )
    เท่าที่จำได้ก็ตอนวันปีใหม่ซึ่งในตอนนั้นเนี่ย เด็กทุกคนจะเอาของขวัญมาจับฉลากกัน ซึ่งผมเองก็หวังของรางวัลกับเพื่อนๆ เหมือนกัน แต่ทว่าความหวังของผมมักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เช่น ได้ คุ๊กกี้ ตราปืนใหญ่ ( อาร์เซนนอล ) แทนชุดยอดมนุษย์ แต่ที่ไม่ประสบความสำเร็จแล้วล้มเหลวมากๆ คือได้ ชุดเครื่องครัวน่ารัก เหมาะแก่การฝึก พ่อบ้าน แม่บ้าน เด็กผู้ชายอันนี้มา ร้อยทั้งร้อย ไม่เอาทิ้ง ก็ยกให้คนอื่นเขาหมด แต่ผมไม่เหมือนผู้ชายพวกนั้น ได้แล้วก็ทิ้ง ไม่มีความรับผิดชอบ ( กำลังไปไหนหว่า ) คือผมถ้าได้อะไรมาแล้วไม่ค่อยถูกใจ ก็เอาไปให้น้อง หรือไม่ก็เก็บไว้ในที่ที่นึงที่ไม่มีใครหาพบ ก็ได้ชุดเครื่องครัวมา ก็คิดว่าจะเอาไปให้น้อง บังเอิญ ฝนก็เดินเข้ามา แล้วก็มาขอแลกของขวัญกับผม ในใจก็คิดว่า ตูจะได้ของขวัญใหม่แล้วโว้ย แต่พอเห็นเท่านั้นแหล่ะ แทบล้ม เพราะมันเป็น ตุ๊กตาผู้หญิงถักเปีย ผูกโบว์ ในใจก็คิดไปอีกว่า แล้วตูจะเอาไปทำไม ให้น้องเหรอ เราก็ไม่สามารถเล่นได้  อย่ากระนั้นเลย ให้เขาไปดีกว่า ก็เลยให้ไปเลย ( สปอร์ตตั้งแต่เด็ก ) ตรงนี้ละมั้งที่ทำให้เป็นเพื่อนกัน ไปเล่น พ่อ แม่ ลูก ด้วย กันกับของขวัญที่ผมให้ไปนั่นแหล่ะ  จากเพื่อนก็เป็นความรู้สึก ที่เรียกว่า ความรักมั้ง แต่มันเป็นความรักเด็กๆ ไปไหนก็ไปด้วยกัน เข้าออกบ้าน แทบจะเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ไปได้ไง ก็ฝนเล่นรู้จุดอ่อนว่าเรากลัวผี ก็เลยเอาเรื่องอะไรก็ไม่รู้มาหลอก มาขู่ แต่ก็เท่านั้นแหล่ะ คนมันไม่คิดอะไรนี่ สุดท้ายก็เพื่อนกัน จนวันนั้นถึงวันนี้ เราก็ไม่เคยเจอกันเลย นี่ล่ะเวลาในช่วงวัยเด็กของผม แล้วตอนหน้าก็จะเป็น วัยประถม คอยติดตามให้ได้นะครับ

    คนที่เราต้องการ

     คนที่ต้องการ...
     
     
     หนังสือเล่มหนึ่งเคยถามฉันว่า..
     "คนที่เข้าใจในตัวคุณมากที่สุด คุณอยากให้เป็นประมาณไหน?"
     
     ฉันคงตอบว่า...
     "แค่รับความเลวของเราได้มากกว่าใคร
     และพร้อมจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ ก็เพียงพอแล้ว"
      
    ทุกคนต่างมีความเลวด้วยกันทั้งนั้น
    ฉันเองก็มีข้อเสียเยอะ รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง
     
    แต่มันจะดีสักแค่ไหน ถ้ามีใครสักคนที่ "รับความเลว" ของคุณได้
     
    บางคนคาดหวังไว้ว่าคนที่จะคบ ต้องดีอย่างนู้นอย่างนี้
    คงไม่มีใครคิดไว้เลยว่าจะต้องกินเหล้า เจ้าชู้ พูดจากวนประสาท
     
    แต่พอเจอคนนั้นจริงๆ
    คนที่คิดว่า "ใช่" กลับไม่ได้เป็นเหมือนที่วาดเอาไว้
     
    เพราะ "ความรัก" มันกำหนดไม่ได้ว่าจะให้รักคนนี้ ไม่รักคนนั้น
     
    ที่กำหนดได้มันคือ "ความชอบ" มากกว่า
     
    ** แต่ที่สำคัญ คือ
    ถ้าเค้าสามารถรับความเลวของคุณได้ด้วยเหมือนกันล่ะ มันเจ๋งขนาดไหน
     
      
    แล้วคนที่คุณกำลังคบอยู่ตอนนี้ล่ะ เป็นเหมือนที่คุณวาดไว้รึปล่าว
      
    ถ้าเป็นคุณก้อควรบอกเค้านะว่าเค้าน่ะ เป็นญ/ชในฝันของคุณเลย
      
    แต่ถ้าไม่ใช่...
    คุณก้อควรบอกให้เค้ารู้ว่า..
    ไม่ว่าเค้าจะดีหรือเลว
    จะต่างจากที่คุณฝันไว้แค่ไหน
    แต่คุณก็ยัง "รัก" เค้า
     

    ดอกไม้ก็เหมือนความรัก

    ดอกไม้บางอย่างจะขึ้นเฉพาะที่สูงๆ
    ดอกไม้บางอย่างจะขึ้นเฉพาะที่ต่ำๆ
    ดอกไม้บางอย่างจะขึ้นเฉพาะที่ริมทาง
    ดอกไม้บางอย่างจะขึ้นเฉพาะเวลาที่มีคนดูแลเอาอกเอาใจ
    ดอกไม้ ก็คือ ดอกไม้เมื่อยามใดที่อยู่ในแจกัน จะสวยที่สุด
    โปรดอย่ามองว่า
    ความรัก เป็นแค่เพียงดอกไม้ริมทาง (ไม่ว่าหญิงหรือชาย)
    เมื่อเด็ดมาแล้วขอให้รักษาคุณค่าของมันไว้ อย่านึกว่าจะทิ้งจะกว้างเมื่อไรก็ย่อมได้
    เพราะดอกไม้ทุกๆดอกมีคุณค่าอยู่ในตัวของมัน และ มันก็ต้องการคนดูแลเอาใจใส่
    เหมือนกัน ถ้าไม่รักล่ะก็อย่าไปทำลายมัน ปล่อยให้มันขึ้นและสวยและคงคุณค่าของมันไว้อยู่ในที่ของมัน เปรียบเสมือนกับเรื่องของความรัก
    ถ้าเราไม่ได้รักเขาจริง ล่ะก็อย่าทำแบบว่ารัก เพราะเขาจะรักกลับมาหาคุณหลายเท่า
    แล้ววันใดที่คุณรักแล้วทิ้งเขาไป มันแสนจะเจ็บปวด
    อย่าบอกว่าคิดถึง ถ้าเราไม่ได้คิดถึงจริงๆ
    อย่าบอกว่ารักเขา ถ้าเราไม่ได้รักเขาจริงๆ
    อย่าบอกว่าอยากอยู่ด้วยกัน ถ้าเรายังลังเลในตัวเขาอยู่
    การที่เราได้มอบความรักให้ใครซักคน ก็ขอให้รักษาค่าความรักนั้นไว้ให้คงที่
    ไม่ต้องรักตลอดเวลาที่หายใจ แต่ขอให้รักตลอดเวลาที่คิดถึงก็พอ
     
    มันจริงเหมือนกันนะอ้อว่า..........แต่ยังไม่แน่ใจเพราะยังไม่เจอรอให้เจอกันนะจะบอกเอง....อิอิ

    นิดนึงพอ

     
    ฉันค้นคว้าหาคำตอบ   เท่าไหร่ไม่เจอ

    เพราะอะไรเหตุใด   ถึงไม่ลืมเธอสักที

    หรือต้องรอให้เธอบอก    ฉันเป็นส่วนเกิน

    ที่บังเอิญผ่านมา    แล้วทำให้เธอกับเขาวุ่นวาย

    เธอจะร้ายเพียงใด   อดทนไว้    เข้าใจโดยดี

    เคืองไม่มี     ยังภัคดี      โดยไม่เคยเปลี่ยนแปลง

    อยากแสดงให้เธอ   รู้ซึ้งถึงความจริงจังจริงใจ
     
    ด้วยยังหวังซักวัน    ฟ้ารู้ถึงคำรำพันของฉันเมื่อไหร่

    สะกิดใจบอกเธอ     ให้ช่วยพิจารณา

    ฉันไม่เคยคิดแข็งข้อ    หรือบังอาจขอ
    เพราะยังเจียม   และเตรียมหัวใจของคนส่วนเกิน
     
    คบฉันไว้เหมือนเป็นเพื่อน   ช่วยเตือนเภทภัย

    ทุกข์เมื่อไหร่ปลอบใจร้องไห้คราใดจะคอยเช็ดน้ำตา
    ปรารถนาเวียนวน     ตามประสาของคนเคยเคียง
     
    จึงร้องเรียน   เวียนและวน    ทนแม้จะถูกหยาม
     
    จะพยายามให้เธอ
    เว้นที่ภายในดวงใจของเธอให้กับฉัน....ได้ยิน
     
    รกร้างเยือกเย็นเดียวดายเจียนตายไม่หวั่น

    จะทำใจ   แบ่งใจ...ให้ฉันนิดนึงพอ

    ให้ฉันนิดนึงพอ

    คิดถึงใครคนหนึ่ง


    ฤุดูที่ฉันเหงา
    ศิลปิน : ฟลัว (Flure)
    ฤดูที่ฉันเหงา : flure 
    

    ในชีวิต จะมีหนึ่งฤดู ทำให้ฉันนั้นรู้สึกคิดถึงคนหนึ่งคน
    เราคบกัน และต้องไกลในวันที่ฝนพรำเช่นวันนี้

    ฝนตก ยิ่งนึกถึงทีไรก็ยิ่งชุ่มฉ่ำอุ่นในหัวใจ
    แม้ว่าคืนนี้อากาศจะหนาวสักเท่าไร
    ก็ขอฝากลมฝนช่วยเป็นสื่อให้เธอรู้


    ว่าฉันคิดถึงและยิ่งคิดถึง
    ในคืนที่ฝนปรอยเราอยู่ด้วยกันตรงนี้
    ฉันเหงาเธอรู้ไหม ฉันหนาวจนแทบขาดใจไม่มีอ้อมกอดจากเธอที่รู้ใจ
    รอคอยเธอกลับมาหา เฝ้ารอจนฝนซา สุดท้ายว่างเปล่า


    ยังจดจำ ทุกสิ่งที่สวยงามทุกความรู้สึก ก่อนนั้นที่ใกล้กัน
    ในวันนี้ ยังเฝ้ารออยู่ที่เดิมในคืนที่ฝนพรำไม่ไปไหน


    ฝนตก ยิ่งนึกถึงทีไรก็ยิ่งชุ่มฉ่ำอุ่นในหัวใจ
    แม้ว่าคืนนี้อากาศจะหนาวสักเท่าไร
    ก็ขอฝากลมฝนช่วยเป็นสื่อให้เธอรู้

    ว่าฉันคิดถึง และยิ่งคิดถึงในคืนที่ฝนปรอยเราอยู่ด้วยกันตรงนี้
    ฉันเหงาเธอรู้ไหม ฉันหนาวจนแทบขาดใจ ไม่มีอ้อมกอดจากเธอที่รู้ใจ
    รอคอยเธอกลับมาหา เฝ้ารอจนฝนซา สุดท้ายก็ว่างเปล่า

    ฉันคิดถึง และยิ่งคิดถึงในคืนที่ฝนปรอยเราอยู่ด้วยกันตรงนี้
    ฉันเหงาเธอรู้ไหม ฉันหนาวจนแทบขาดใจ ไม่มีอ้อมกอดจากเธอที่รู้ใจ

    ว่าฉันคิดถึง และยิ่งคิดถึงในคืนที่ฝนปรอยเราอยู่ด้วยกันตรงนี้
    ฉันเหงาเธอรู้ไหม ฉันหนาวจนแทบขาดใจ ไม่มีอ้อมกอดจากเธอที่รู้ใจ

    วันนี้ที่รอคอย

         แย่จังวันนี้ เมื่อวานไม่สบาย วันนี้หายซะแล้ว หวัดหายไปพร้อมกับ USB ข้างในของดีเต็มเลย กำ อุตส่าห์หายป่วยทั้งที ของกลับมาหายอีก เสียดายโว้ย  ใครว่ะเอาไป เฮ้อ เก็บตังซื้อใหม่อีกล่ะ  ดีนะที่ซื้อมาไม่ค่อยแพง ยี่ห้อ ซัมซุง ฟาดเคราะห์ไปพี่น้อง  แต่ไม่เป็นไรของพวกนี้มันซื้อใหม่ได้ ของนอกกาย แต่สุขภาพดิ หาซื้อไม่ได้  แล้วนี่น้องกิ๊บถึงหาดใหญ่หรือยังเนี่ย นั่งรถไฟไปคนเดียว เป็นห่วงจังเลย แล้วน้องกิ๊บก้นไม่พังเหรอเนี่ยนั่งรถไฟอย่างไกลเลยอ่ะ เป็นเราไม่ไหวหรอก  และก็วันนี้เลยไม่ได้ไป เนติ ตลิ่งชันเลย พวกเพื่อนๆ ไปสมัครเรียนกันแล้ว เราคงไม่เรียนหรอก ขี้เกียจอ่ะ