
พระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น ปัญญานันโท)
พระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น ปัญญานันโท) และรู้จักกันดีทั่วไปคือ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ท่านกำเนิดที่ ตำบลคูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.พัทลุง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 เดิมมีนามว่า ปั่น เสน่ห์เจริญ หลังใช้ชีวิตฆราวาสจนมีอายุได้ 18 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดอุปนันทนาราม จังหวัดระนอง โดยมี พระรณังคมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดนางลาด อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมี พระจรูญกรณีย์ เป็นอุปัชฌาย์เมื่อปี พ.ศ. 2474
ศึกษาหาหลักธรรม
หลังจากอุปสมบทได้ไม่นาน ได้เดินทางไปศึกษาหาหลักธรรมในบวรพุทธศาสนาหลายจังหวัดที่มีสำนักเรียนธรรมะ เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา และกรุงเทพมหานคร จนหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีเป็นที่ 1 ของสังฆมณฑลภูเก็ต และสามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท และเอกในปีถัดมาที่ จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นท่านได้เดินทางไปศึกษาต่อด้านภาษาบาลีจนสามารถสอบเปรียญธรรม 4 ประโยค ที่สำนักเรียนวัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร แต่เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้หลวงพ่อต้องหยุดการศึกษาไว้เพียงเท่านั้น แล้วเดินทางกลับพัทลุงภูมิลำเนาเดิมและได้เริ่มแสดงธรรมในพื้นที่ต่างๆ ของภาคใต้ รวมทั้งเดินทางไปจำพรรษาที่วัดสีตวนารามและวัดปิ่นบังอร รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างที่จำพรรษาอยู่นี้ก็ได้ศึกษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่อเป็นพื้นฐานในการเผยแพร่ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป
เผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ
-
พ.ศ. 2475 หลวงพ่อมีโอกาสร่วมเดินทางไปประเทศพม่า กับพระโลกนาถชาวอิตาลีสหายธรรม ร่วมเดินทางแสวงบุญไปประเทศอินเดียและทั่วโลกโดยผ่านทางประเทศพม่าด้วยเท้าเปล่าเพื่อเป็นพุทธบูชา แต่เมื่อเดินทางถึงประเทศพม่าก็ต้องเดินทางกลับ
- ระหว่างปี พ.ศ. 2475-2476 หลวงพ่อได้มีโอกาสเดินทางไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศหลายประเทศ จนหลวงพ่อได้ชื่อว่า เป็นพระสงฆ์รูปแรกของไทยที่ได้เดินทางไปประกาศธรรมในภาคพื้นยุโรป
สหายธรรมของท่านพุทธทาสภิกขุ
พ.ศ. 2477 หลวงพ่อได้เดินทางไปจำพรรษากับพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ที่สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และร่วมเป็นสหายธรรมดำเนินการเผยแพร่หลักธรรมที่แท้จริงตามหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ประกาศธรรมแก่ชาวบ้านที่เชียงใหม่
ในปี พ.ศ. 2492 หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้รับอาราธนานิมนต์ให้ไปจำพรรษาที่วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่ และได้เริ่มแสดงธรรมในทุกวันอาทิตย์และวันพระที่พุทธนิคม จ.เชียงใหม่ พร้อมกันนี้หลวงพ่อได้เขียนบทความต่างๆ ลงในหนังสือพิมพ์และเขียนหนังสือธรรมะขึ้นจำนวนหลายเล่ม นอกจากนี้ หลวงพ่อได้เดินทางไปประกาศธรรมแก่ชาวบ้าน ชาวเขาโดยใช้รถติดเครื่องขยายเสียง จนชื่อเสียงของหลวงพ่อดังกระฉ่อนไปทั่ว จ.เชียงใหม่ ในนาม "ภิกขุปัญญานันทะ"
ในยุคนี้เองที่หลวงพ่อได้ก่อตั้งมูลนิธิ "เมตตาศึกษา" ที่วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ และบำเพ็ญศีล กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกมากมาย
วัดชลประทานรังสฤษฎ์
ผลงานและเกียรติคุณ
งานด้านการปกครอง
พ.ศ. 2515 เป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรม ชิคาโก สหรัฐอเมริกา
งานด้านการศึกษา
- พ.ศ. 2503 เป็นเจ้าสำนักศาสนาศึกษา แผนกธรรมและบาลีวัดชลประทานรังสฤษฏ์
- พ.ศ. 2512 เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพุทธศาสนาวัดอาทิตย์ ระดับอนุบาล ประถม มัธยมศึกษา
- พ.ศ. 2524 เป็นผู้อำนวยการจัดการการอบรมพระธรรมทายาทของวัดชลประทานรังสฤษฏ์
- เป็นผู้อำนวยการจัดการอบรมพระนวกะที่บวชในวัดชลประทานรังสฤษฏ์
งานด้านการเผยแผ่
- พ.ศ. 2492-2502 เป็นองค์แสดงปาฐกถาธรรมประจำวันพระและวันอาทิตย์ ณ พุทธนิคม สวนพุทธธรรม วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่
- พ.ศ. 2500 เป็นประธานมูลนิธิ "ชาวพุทธมูลนิธิ" จังหวัดเชียงใหม่
- เป็นประธานก่อตั้งพุทธนิคม จ.เชียงใหม่
- พ.ศ. 2503 เป็นองค์แสดงธรรมทางสถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีวิทยุโทรทัศน์
- เป็นผู้ริเริ่มการทำบุญ ฟังธรรมในวันอาทิตย์ ณ วัดชลประทานรังสฤษฏ์
- เป็นผู้ก่อตั้งทุนพิมพ์หนังสือเพื่อเผยแผ่ธรรมะแก่ประชาชน พ.ศ. 2520
- เป็นผู้อบรมผู้ช่วยผู้พิพากษา
- พ.ศ. 2525 รับเป็นองค์แสดงธรรมแก่วุฒิสมาชิก และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
- พ.ศ. 2534 เป็นผู้ริเริ่ม "ค่ายคุณธรรมแก่เยาวชน" ในโรงเรียนต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย ฯลฯ
- พ.ศ. 2536 จำพรรษา ณ วัดพุทธธรรม ชิคาโก สหรัฐอเมริกา
การปฏิบัติศาสนากิจในต่างประเทศ
- พ.ศ. 2497 เดินทางเผยแผ่ธรรมรอบโลก
- ช่วยเหลือกิจการพุทธศาสนา เผยแผ่ธรรมะในต่างประเทศ คือ ประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เยอรมัน
- เป็นเจ้าอาวาสววัดพุทธธรรม วัดไทยในชิกาโก สหรัฐอเมริกา
งานด้านสาธารณูปการ
- พ.ศ. 2516 เป็นประธานในการก่อสร้างกุฏิสี่เหลี่ยม เพื่อเป็นที่อยู่แก่พระภิกษุผู้บวชใหม่
- พ.ศ. 2518 เป็นประธานในการก่อสร้างโรงเรียนพุทธธรรม
- เป็นประธานในการก่อสร้างโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์
- พ.ศ. 2537 เป็นประธานก่อสร้างกุฏิสองหลังเป็นกุฏิทรงไทยประยุกต์
งานด้านสาธารณประโยชน์
- พ.ศ. 2533 เป็นประธานหาทุนสร้าง "ตึก 80 ปี ปัญญานันทะ" ให้โรงพยาบาลชลประทานรังสฤษฏ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
- สร้างศูนย์ฝึกและปฏิบัติงาน มูลนิธิแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง ที่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา
- พ.ศ. 2534 บริจาคเงินสร้างอุโบสถวัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) จ.เชียงใหม่
- พ.ศ. 2537 บริจาคเงินสร้างโรงอาหารแก่โรงเรียนประภัสสรรังสิต อ.เมือง จ.พัทลุง
- บริจาคเงินซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลวชิระ จ.ภูเก็ต
- เป็นประธานหาทุนสร้างวัดปัญญานันทาราม จ.ปทุมธานี
- บริจาคเงินเป็นทุนอาหารกลางวันเด็กนักเรียนในโรงเรียนท้องถิ่นที่ขาดแคลนต่างๆ หลายจังหวัด
งานพิเศษ
- พ.ศ. 2503 เป็นองค์แสดงธรรมถวายสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ณ ตำหนักจิตรลดารโหฐาน
- พ.ศ. 2518 เป็นองค์แสดงธรรมถวายสมเด็จพรเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ณ ศาลาการเปรียญ วัดชลประทานรังสฤษฏ์
- เป็นองค์แสดงธรรมถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และ พระบรมวงศานุวงศ์ เนื่องในพระราชพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รามาธิบดีอันมีศักดิ์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
- เป็นพระอุปัชฌาย์อุปสมบทแก่ช่าวต่างประเทศ ที่อุปสมบทในประเทศไทย เช่น ชาวอเมริกัน อังกฤษ ออสเตรเลีย เยอรมัน ญี่ปุ่น และศรีลังกา เป็นต้น
- พ.ศ. 2529 ได้รับนิมนต์เข้าร่วมประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์อาเชี่ยนเพื่อสันติภาพ ครั้งที่ 7 ที่ประเทศประชาธิปไตยประชาชนลาว (12th Asain Buddist Conference for Peace)
- พ.ศ. 2536 ได้รับนิมนต์ไปร่วมประชุมและบรรยาย ในการประชุมสภาศาสนาโลก 1993 ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา (The 1993 Parliament of the world's Religion)
งานด้านวิทยานิพนธ์
ได้เขียนหนังสือที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาไว้มากมาย เช่น
- ทางสายกลาง
- คำถามคำตอบพุทธศาสนา
- คำสอนในพุทธศาสนา
- หน้าที่ของคนฉบับสมบูรณ์
- รักลูกให้ถูกทาง
- ทางดับทุกข์
- อยู่กันด้วยความรัก
- อุดมการณ์ของท่านปัญญา
- ปัญญาสาส์น
- ชีวิตและผลงาน
- มรณานุสติ
- ทางธรรมสมบูรณ์แบบ
- 72 ปี ปัญญานันทะ
- กรรมสนองกรรม เป็นต้น
เกียรติคุณที่ได้รับ
- พ.ศ. 2520 ได้รับรางวัล "สังข์เงิน" จากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ในฐานะพระภิกษุผู้เผยแผ่ธรรมะและศีลธรรมยอดเยี่ยมของประเทศไทย
- พ.ศ. 2521 ได้รับรางวัล "นักพูดดีเด่น" ประเภทเผยแผ่ธรรม จากสมาคมฝึกพูดแห่งประเทศไทย
- พ.ศ. 2525 ได้รับการคัดเลือกให้เป็นบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระศาสนา เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี จากกรมการศาสนา โดยได้รับรางวัลและประกาศเกียรติคุณ 2 รางวัล คือ ประเภท ก.บุคคล และประเภท ข.สื่อสารมวลชน (รายการส่งเสริมธรรมะทางสถานีวิทยุโทรทัศน์)
- พ.ศ. 2524 ได้รับปริญญาพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาครุศาสตร์ จาก มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
- พ.ศ. 2531 ได้รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง
- พ.ศ. 2534 ได้รับปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจน์
- พ.ศ. 2536 ได้รับปริญญาอักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- พ.ศ. 2536 ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ปรัชญาและศาสนา) จาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- พ.ศ. 2537 ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- พ.ศ. 2548 ได้รับการยกย่องเป็นศิษย์เก่าดีเด่น เนื่องในโอกาสงานครบรอบ 100 ปี โรงเรียนพัทลุง จากโรงเรียนพัทลุง
สมณศักดิ์ที่ได้รับ
- วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ "พระปัญญานันทมุนี"
- วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2514 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นราช ที่ "พระราชนันทมุนี"
- วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นเทพ ที่ "พระเทพวิสุทธิเมธี"
- วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2537 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นธรรม ที่ "พระธรรมโกศาจารย์ สุนทรญาณดิลก สาธกธรรมภาณ วิสาลธรรมวิภูษิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี"
- วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏหรือรองสมเด็จพระราชาคณะ ที่ "พระพรหมมังคลาจารย์ ไพศาลธรรมโกศล วิมลศีลาจารวินิฐ พิพิธธรรมนิเทศ พิเศษวรกิจจานุกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวา่สี"
มรณภาพ
พระพรหมังคลาจารย์ถึงแก่มรณภาพเมื่อเวลา 9.09 น. ในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยเหตุติดเชื้อในกระแสโลหิต สิริรวมอายุได้ 96 ปี 5 เดือน
เพลง ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ
นักร้อง ดา เอนโดรฟิน และ ป๊อบ แคลอรี่ บลา บลา
นั่งคนเดียวแล้วมองกระจก ที่สะท้องแสงจันทร์วันเพ็ญ
โดดเดี่ยวกับความเหงา อยู่กับเงาที่พูดไม่เป็น
ฟังเพลงเดิมๆที่เรารู้จัก แต่ไม่รู้ความหมายของมัน
หากฉันจะหลับตาลงสักครั้ง เพื่อพบกับเธอผู้เป็นนิรันดร์ (*)
*หากความรักเกิดในความฝัน เราจุมพิตโดยไม่รู้จักกัน
ปฏิทินไม่บอกคืนและวัน ดั่งที่ฉันไม่เคยต้องการ
แต่อยากให้เธอได้พบกับฉัน เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน
จูบเพื่อร่ำลาในความสัมพันธ์ ก่อนที่ฉันจะปล่อยเธอหายไปโดยไม่รู้จักเธอ
ทบทวนเรื่องราวต่างๆ ทุกๆครั้งที่ฉันตื่นนอน
บทกวีไม่มีความหมาย ฉันงมงายสวดมนต์ขอพร
หากจะมีโอกาสสักหน จะร่ายมนต์กับสายน้ำจันทน์
เพื่อจะได้หลับตาลงสักครั้ง แล้วพบกับเธอผู้เป็นนิรันดร์(*)
เพลงนี้ฟังครั้งแรกแล้วมันติดหูมากเลยอ่ะ ร้องครั้งแรกโดย นักร้องวง(อพาร์ตเมนท์คุณป้า) แต่ผมไม่ค่อยชอบทำนองและจังหวะของเขา อาจจะเป็นเพราะวงด้วยก็ได้เพราะวงนี้มีแนวเพลงทำนอง จังหวะอย่างนี้อยู่แล้ว แต่พอมาเป็นเวอร์ชั่นเพลงประกอบภาพยนต์สายลับจับบ้านเล็ก ที่ดา และป๊อป ร้องนั้น ผมรู้สึกว่า นี่แหล่ะทำนองเพลงนี้แหล่ะที่ฟังแล้วได้อารมณ์ร่วมกับเนื้อเพลงจริง ๆ และเนื้อหามันโดนใจผม และใจของใครอีกหลายคน การที่คนมารู้จักกันเนี่ยผมว่าเราต้องเคยทำบุญ หรือทำอะไรร่วมกันมาก่อนแน่ ๆ เพราะคนทั้งโลกมีตั้งเยอะแยะ แต่เรากลับมาเจอกัน คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน
ดังนั้น ใครรักใครชอบใครก็บอกไปเลย อย่าไปห่วงเรื่องของคำตอบ เพราะไม่นั้นเราก็เหมือนอยู่แต่ในความฝัน โดยที่เราไม่ตื่นซักที บางครั้งพอเราหลับตาลงอีกครั้ง เราอาจจะไม่เจอคนในฝันแล้วก็ได้
> > ชายคน หนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ตอนอายุ 4 ขวบ
ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่าน หนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ
ชายคนนั้น...เคยถูกไล่ออกจาก โรงเรียน
ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอาชีวะแห่งซูริ คชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า สมอง ช้า
ไม่ชอบสังคมและล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่เขลาของตัวเองตลอด เวลา"
ชายคนนั้น...ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่ง ปรมาณู
> >ชายคนหนึ่งเคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนเตรียมทหาร เวสต์พอยต์
ชายคนนั้น...ลองสมัครใหม่ดูอีกที
ชายคน นั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง
ชายคนนั้น...พยายามเป็นครั้งที่ สาม
ชายคนนั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน
ชายคน นั้น...ได้เป็นทหารสมใจ
ชายคนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ สงครามโลกครั้งที่สองได้สำเร็จ
ชายคนนั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์"
ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง
> >ชายกลุ่มหนึ่ง...เป็นนักดนตรี
ชายกลุ่มนั้น...เคย ถูกปฎิเสธจากผุ้บริหารคนหนึ่งจากบริษัทเดคคาเรคคอร์ติ้ง
ชายกลุ่ม นั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า "เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขา
และกลุ่มนักดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว"
ชายกลุ่มนั้น... มีนามว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน
> >ชายคน หนึ่ง...เป็นนักกีฬา
ชายคนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียน มัธยม
ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีมโรงเรียน
ชายคน นั้น...ชื่อ "ไมเคิล จอร์แดน"
หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงิน มากที่สุดในโลก
> >ชายคนหนึ่ง...เป็นนัก แต่งเพลงชาวเยอรมัน
ชายคนนั้น...สูญเสียความสามารถในการฟังลง เรื่อยๆ
ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี
ชายคนนั้น...ได้ใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตประพันธ์เพลงที่ยอดเยี่ยมที่ สุด
ชายคนนั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" นักประพันธ์เพลงชื่อ ก้องโลก
> > ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6
ชายคน นั้น...เคยมีชีวิตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมาตลอด
ชายคนนั้น...ล้วนทำ ประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป็นผู้สูงอายุแล้ว
ชายคนนั้น...ได้ เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี
ชายคนนั้น...ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ
> > ชายคน หนึ่งเรียนปริญญาตรี
ชายคนนั้น...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษาระดับ กลางเท่านั้น
ชายคนนั้น...เคยสอบได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คน ในวิชาเคมี
ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์"
> > ชายคนหนึ่งเป็นนักร้อง
ชายคนนั้น... เคยถูกผู้จัดการของ แกรนด์โอเลโอเพรย์ไล่ออก
ชายคนนั้น...เคยโดนดู ถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหนเลย
แกควรกลับไปขับรถบรรทุก มากกว่า"
ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"
> >หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความ หวัง
หญิงคนนั้น...ทำงานให้กับบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่ง เอเจนซี่
หญิงคนนั้น...เคยโดนผู้อำนวยการบริษัท บลูบุ๊คโมเดลลิ่ง เอเจนซี่ดูถูกว่า "เธอ ควรไปเรียนด้านเลขาฯ หรือไม่ก็แต่งงานเสียดีกว่า"
หญิงคนนั้น... ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "มาริลีน มอนโร"
นั่นเอง
> >ชายคนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงิน อย่างมาก
ชายคนนั้น...ยื่นใบสมัครกับมหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ดอัน เลื่องชื่อ
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อมา
ชายคน นั้น...ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจโคลัมเบีย
ชายคนนั้น...สำเร็จการศึกษา
ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวม กว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
จากเงินลงทุนเพียง 100 เหรียญ สหรัฐ
ชายคนนั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์" นักลงทุน อัจฉริยะ
อภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก
> > ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
ชายคน นั้น...ชอบหมกตัวกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
ชายคนนั้น...ถูกเพื่อน มองว่า "สกปรก - บ้าคอมพิวเตอร์"
ชายคนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบ ให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใย ดี
ชายคนนั้น...ปัจจุบันคือผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนกับ แอปเปิ้ล
คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...เคยถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก"
ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ที่ ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก
ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่สาม หรือที่รู้จักกันในนาม "บิลล์
เกตส์" ผู้ก่อตั้ง ไมโครซอฟต์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก
ผู้ถือครองสินทรัพย์ กว่า 46,000 ล้านเหรียญ
ผมเชื่อว่าทุกคน เคยแพ้ ผมเชื่อว่าทุกคนเคยล้มเหลว แต่คนแพ้ไม่ใช่คนที่ล้ม เหลว
คนล้มเหลวคือ...คนที่ล้มเลิกต่างหาก (((..การที่ เราล้มมันไม่ได้ทำให้เราเจ็บอย่างเดียว...แต่มันสอนให้เรารู้จัก ที่จะลุกขึ้นอีกครั้งแล้วก้าวเดินต่อไป....ใช่ป่ะ)))
เศรษฐี คนหนึ่งอยู่กรุงเทพฯ … เป็นนักสะสม … ซากสัตว์ … เขาสัตว์ … งาช้าง … หนัง เสือ … เต็มบ้านไปหมด … ทุกเสาร์ อาทิตย์ ก็ออกไปล่าสัตว์ … เมีย มีลูกอ่อนอายุ ประมาณ 3 เดือน
วันหนึ่ง … ขณะออกล่าสัตว์ … เห็นลูกลิงตัวหนึ่ง … สวย … น่ารัก … ขนสีขาว … แปลกมาก … อยากได้มาเลี้ยงที่กรุงเทพ ฯ … ก็ปรึกษากับ พรานป่าคนนำทางว่า … ทำอย่างไรจึงจะได้ลูกลิงมาเลี้ยง … พรานป่าบอกว่า … โดย สัญชาตญาณลิงจะรักลูกมาก … รักสุดชีวิต … ตราบใดที่แม่ลิงยังไม่ตาย … ไม่มีใคร สามารถเอาลูกมันออกจากอกได้ มันสู้สุดชีวิต … สุดท้ายเศรษฐีตัดสินใจยิงแม่ลิง ตายแล้วเอาลูกลิงสีขาวมาเลี้ยงที่กรุงเทพฯ เมื่อยิงแม่ลิงตายก็เอาเนื้อไปแกงให้ ลูกน้องถลกหนัง … เก็บหนังไว้ประดับบ้าน
พอกลับถึงกรุงเทพฯ … ก็เอาลูก ลิงเลี้ยงไว้ในบ้าน … หยอกล้อ … วิ่งเล่นกับลูกลิง … เป็นที่สนุกสนาน … ส่วน หนังลิงตัวแม่ … มันยังสดอยู่ … มีกลิ่นเหม็น … ก็เอาไปตากแดดที่ลานจอดรถหน้า บ้าน
เช้าวันหนึ่ง … ขณะเมียเศรษฐีกำลังให้นมลูกกินในห้องรับแขก หน้า บ้าน … เมียร้องไห้โฮดังลั่นบ้าน … เศรษฐีตกใจวิ่งลงมาจากชั้นบนโผเข้าไปกอดเมีย และลูกไว้ … ใบหน้าตกใจสุดขีด … พยายามถามเมียว่าเกิดอะไรขึ้น … เมียไม่ยอมตอบ เอาแต่ส่ายหน้าแล้วก็ร้องไห้หันไปมองหน้าลูก กำลังหลับตาพริ้ม อย่างมีความ สุข ….
นั่งปลอบเมียอยู่สักครู่ … พอเริ่มตั้งสติได้ … ถามเมียว่าเกิด อะไรขึ้น … ตกใจเรื่องอะไร … ร้องไห้เรื่องอะไร … เมียไม่ยอมพูดแต่ชี้มือไปที่ ลานจอดรถหน้าบ้าน … เศรษฐีมองตามไปเห็นภาพถึงกับผงะ … ตกใจ … น้ำตาไหล … ไม่รู้ ว่าลูกลิงที่เอามาเลี้ยงไว้หลุดออกไปนอกบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ … มันออกไปดูดนม แม่ ที่เป็นหนังแห้งตากไว้ที่โรงรถดูดเสร็จมันก็ก้มลงกอดแม่น้ำตาไหล … เศรษฐี และเมีย ทนดูไม่ได้ … ร้องไห้โฮ … คุยกันว่า … ถ้ามีคนทำกับครอบครัวเราอย่างนี้ บ้าง … เราจะรู้สึกอย่างไร … จะเศร้าโศก … เสียใจ … ทุกข์ทรมานใจขนาดไหน ?
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเศรษฐีสั่งให้เอาซากสัตว์ที่สะสม ทั้งหมดไป เผา … อาลูกลิงไปปล่อยในป่า … เลิกออกล่าสัตว์ … เข้าวัด … ทำบุญ … อุทิศส่วน กุศลให้แม่ลิง … และขอโหสิกรรม … ทุกครั้งที่ทำบุญจะขอพรทุกครั้งว่า … ขออย่า ให้มีใครมาทำกับครอบครัวเรา เหมือนกับที่เราได้ทำกับครอบครัวลิงตัวนั้น เลย …
อาตมาจึงขอฝากไว้ว่า … ถ้ารักลูกของเราจงอย่าทำร้ายลูกคนอื่น … ถ้าอยากให้ครอบครัวของเรามีความสุข จงอย่าทำร้ายครอบครัวคนอื่น
นี่เป็น เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในอเมริกา....ผู้ชายคนหนึ่งออกมาชื่นชมรถกระบะคันใหม่หน้า บ้าน แต่แล้วก็ต้องเป็นเง็งเมื่อเห็นลูกชายวัย 3 ขวบของเขา กำลังบันเทิงอยู่กับ การเอาฆ้อนทุบให้รถบุบเล่น เขาถลันไปที่ลูกชาย ผลักลูกกระเด็น แล้วคว้าฆ้อนมา ทุบมือลูกจนน่วมเป็นการลงโทษ พอหายสติแตก พ่อก็ตาลีตาเหลือกพาลูกไปโรงพยาบาล แต่แม้ว่าหมอจะพยายามแบบสุดๆแล้ว ก็ไม่สามารถกู้กระดูกที่แหลกเหลวกลับคืนมาได้ จนสุดท้ายก็ต้องจำใจตัดนิ้วเด็กทิ้งจากทั้ง 2 มือ พอเด็กชายฟื้นจากการผ่าตัด และ เห็นมือของเขาที่กลายเป็นตอกุดๆ พันผ้าพันแผล เขาก็พูดกับพ่ออย่างใส ซื่อ ว่า "พ่อครับ ผมขอโทษเรื่องรถกระบะของพ่อนะครับ" แล้วเขาก็ถามต่อว่า ว่าแต่ เมื่อไหร่นิ้วของผมจะงอกใหม่อ่ะ ?" พ่อกลับบ้านแล้วก็ฆ่าตัวตาย
ครั้งต่อไปที่มี ใครมาเหยียบเท้าเรา หรือเราคิดถึงการแก้แค้นเอาคืน ขอให้คิดถึงเรื่องนี้นะ คิด ก่อนที่จะหมดความอดทนกับใครสักคนที่เรารัก รถกระบะซ่อมได้ .. แต่กระดูก หัก & ใจเจ็บที่ ชอกช้ำน่ะ เยียวยาไม่ได้แล้ว บ่อยครั้งที่เราลืมความแตก ต่างระหว่างตัวบุคคลกับการกระทำ เราลืมไปว่าการให้อภัยนั้น ยิ่งใหญ่กว่า การแก้ แค้น เป็นคนก็ต้องมีพลั้งพลาด คนเราทำผิดทำพลาดกันได้แต่สิ่งที่เราทำขณะตกอยู่ ในโทสะจริตนั้นจะตามหลอกหลอนเราไปตลอดกาล หยุดคิดตรึกตรอง คิดก่อนทำ เย็นๆ ไว้ รู้จักอภัยและหัดลืม รักให้ทั่วหน้า ทั่วหล้า ถ้าเรามัวแต่คิดตัดสินคนอื่น ( ว่าเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้สมควรโดนอย่างนี้ อย่างนั้น ฯลฯ) เราก็ไม่เหลือเวลา ที่จะรักเขาได้
เด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้า แสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก
พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุง
และบอกกับ เขาว่า ”ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคน
ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไป กับรั้วที่หลังบ้าน”
วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้ว หลังบ้านถึง 37 ตัว
และก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ
ในแต่ละวันที่ผ่าน ไป ก็ลดจํานวนลง น้อยลง น้อยลง
เพราะเขารู้สึกว่า การรู้จักควบคุมอารมณ์ของ ตนเองให้สงบ
ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ
และแล้ว หลังจากที่เขาสามารถ ควบคุมตนเองได้ดีขึ้นใจเย็นมากขึ้น
เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ และบอกกับพ่อของ เขาว่า
เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว
ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่ เคยเป็นมา
พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายของเขาว่า
”ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้า ต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้
โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตน เองได้
ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง”
วันแล้ววัน เล่า เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออก
ทีละตัว จาก 1 เป็น 2 .... จาก 2 เป็น 3
จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก จนหมด
เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่ง ไปบอกกับพ่อเขาว่า
“ฉันทำได้ ในที่สุดฉันก็ทำจนสำเร็จ !!”
พ่อไม่ ได้พูดอะไร
แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้าน
และบอกกับลูกว่า “ ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ
และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ
เจ้าเห็นหรือ ไม่ว่า รั้วนั้นมันไม่เหมือนเดิม
ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น
จำ ไว้นะลูก
เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์
สิ่งนั้นมันจะเกิด เป็นรอยแผล
เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน
ต่อให้ใช้คำพูด ว่า “ขอโทษ” สักกี่หน
ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด
ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้น กับเขาคนนั้นได้
ฉันใดก็ฉันนั้น “กับเพื่อน” ..
เพื่อนเปรียบ เสมือน อัญมณีอันมีค่าที่หายาก
เป็นคนที่ทำให้เรายิ้ม
เป็นคนที่คอยให้ กำลังใจ และยินดีเมื่อเราพบกับความสำเร็จ
เป็นคนที่คอยปลอบใจเราเมื่อยาม เศร้า ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา
และจริงใจกับเราเสมอ ... แสดงให้เขาเห็น
ว่าเราห่วงใยเขามากแค่ไหน
และระวังสิ่งที่เราทำไป ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการ กระทำ
และจงจดจำไว้เสมอว่า " คำขอโทษ "
ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือ ไม่ก็ตาม
แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น คือ
รอยร้าวที่เขาคงไม่อาจลืมมัน ได้ ...... ตลอดไป
ปรัชญาหน้ากระจกรถ
จากรวมเรื่องสั้นชุด หนึ่งวันเดียวกัน (life in a day)
ผมขับรถผ่านสี่แยกนั้นทุกวัน ทุกครั้งที่รถจอดรอสัญญาณไฟเขียว
ผมคิดถึงงานของผม
ผมคิดไม่ออกว่าจะขายสินค้าที่ผมรับผิดชอบอย่างไร บอกตรง ๆ
สินค้าในสต็อคตัวที่ผมต้องขายนี้เป็นข้าวพันธุ์ที่มีเม็ดไม่สวย
และมีสารฆ่าแมลงเจือปน ไม่น่าเชื่อว่าเป็นข้าวไทย
มันดูเหมือนข้าวที่ปลูกกลางทะเลทรายสะฮารามากกว่า
ผมบอกเจ้านาย "หาจุดขายไม่เจอเลย ไม่ได้คุณภาพ
ไม่มีอะไรที่ดีกว่าสินค้าคู่แข่งเลยสักจุดเดียว"
เจ้านายกล่าวเพียงว่า "ผมไม่สนใจ คุณต้องขายมันให้ได้ มิฉะนั้น..."
คำว่า 'มิฉะนั้น' ของเขาอาจหมายถึงการหางานใหม่ของผม
แม้ว่าผมทำงานดีมากี่ครั้งแล้วก็ตาม
ไม่มีใครจดจำความดีหลายครั้งของคุณได้เท่ากับความล้มเหลวเพียงครั้งเดียว
นี่เป็นสัจธรรมในโลกของผม
ความคิดผมสะดุดลงเมื่อเห็นเด็กชายวัยไม่น่าจะเกินหกเจ็ดขวบถือแปรงฟองน้ำ
กับถังพลาสติคใบเล็กตรงมาหาผม
เสื้อผ้ามอมแมมพอกับใบหน้า ผมโบกมือไล่ เด็กคนนั้นยกมือไหว้
และยืนริมหน้าต่างรถนิ่ง ผมนิ่ง เขาก็นิ่งราวกับกำลังทดสอบความอดทน
ผมเกลียดเด็กพวกนี้ คุณก็รู้มีเด็กแบบนี้เกือบทุกสี่แยก
ผมเชื่อว่าคุณก็คงจะเคยมีประสบการณ์กับเด็กพวกนี้สักครั้งหรือสองครั้ง
เปล่า! ผมไม่ได้ต่อต้านเด็กที่มารบเร้าขอเช็ดกระจกรถของผม
บางทีก็ยัดเยียดขายพวงมาลัย บางครั้งก็ขายหนังสือพิมพ์ หรือผ้าสีขาว
ผมเชื่อว่าน่าจะมีเด็กแบบนี้ตามสี่แยกสักหลายพันคนในกรุงเทพฯเป็นแน่
ปัญหาของผมคือทำอย่างไรไม่ให้เด็กทำให้กระจกรถของผมสกปรกไปกว่าเดิม
รถของผมยังใหม่
ครั้งหนึ่งผมตวาดไล่เด็กไปด้วยโทสะเมื่อเขาเช็ดรถของผมด้วยผ้าเก่าเขรอะ
ผมไขกระจกรถลงมาหยิบเหรียญบาทยื่นให้เขาหนึ่งเหรียญ
เขารับเหรียญนั้นไปแล้วยังยืนมองหน้าผมนิ่ง ผมเลิกคิ้วถาม "ไง? ไม่พอหรือ?"
เด็กว่า "น้า ขอซักสิบบาทเถอะ"
ไฟจราจรกำลังเปลี่ยนเป็นสีเขียว ผมหยิบเหรียญสิบบาทชูขึ้นให้เขาเห็น ยิ้ม
และปล่อยเหรียญนั้นตกลงพื้นถนนขณะที่เคลื่อนรถของผมออกไป
ผมได้ยินเสียงเบรคจากรถที่ตามมา ได้ยินเสียงกระแทกกันดังโครม
แต่ผมไม่ได้หันกลับไปมอง
ผมขับรถผ่านสี่แยกนั้นในวันต่อมา งานอยู่ในหัวขณะที่รถติดเป็นแถวยาว
ยังคิดหาวิธีขายข้าวพันธุ์ 'สะฮารา' ของผมไม่ได้
เด็กหญิงวัยสิบกว่าขวบคนหนึ่งหน้าตามอมแมมสวมหมวกแก๊ปสีเขียวเดินมาหา
ผมทำสัญญาณว่าไม่ต้องการให้เธอเช็ดกระจกรถของผม เธอไม่สนใจ
อีกครั้งผมเลื่อนกระจกรถลง ยื่นเหรียญบาทให้เด็ก บอกว่า "เอานี่ไป
แล้วไม่ต้องเช็ด"
"น้าขอหนูสักสิบยี่สิบบาทเถอะ กำลังเดือดร้อน"
"เป็นเด็กเป็นเล็ก เดือดร้อนอะไรกันนักหนา"
เด็กหญิงบอก "น้องหนูถูกรถชนเมื่อวาน โคม่าอยู่ที่โรงพยาบาล"
ผมสะดุ้ง นึกถึงเด็กชายที่ผมแกล้งเมื่อวาน
ผมยุ่งกับงานจนลืมเรื่องนี้ไปสนิท
"ถูกรถชนที่ไหน?"
"ที่สี่แยกนี้แหละน้า"
"ใครชน?"
"รถคันนึง เบรคไม่ทัน แดงก้มลงเก็บตังค์บนพื้น เลยถูกชน"
ผมควักธนบัตรหนึ่งร้อยบาทให้เด็กหญิง แล่นรถออกไป
ในใจเต็มไปด้วยความคิดต่าง
ๆ
ผมนอนไม่หลับทั้งคืน
ไม่อยากเชื่อว่าเด็กชายคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัสเพราะเงินสิบบาท
ที่สำคัญคือผมเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์นี้อย่างเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้
วันต่อมาผมขับรถผ่านไปที่แยกนั้นอีก แต่ไม่พบเด็กหญิงที่แจ้งข่าวคนนั้น
ผ่านไปอีกสองวัน ผมถามเด็กหญิงคนนั้น "น้องชายเธอเป็นยังไงแล้ว?"
"แดงตายแล้วค่ะน้า เพิ่งเผาเมื่อวานนี้เอง"
ใจผมสั่นหวิว ควักธนบัตรสองพันบาทยื่นให้เด็กหญิง
"เอาไปเป็นเงินทำบุญให้น้องเถอะ"
ผมนอนไม่ หลับอีกหลายคืน ไม่เคยรู้สึกแย่อย่างนี้มาก่อน
ความผิดของผมแท้ๆ
หลายวันต่อมาผมไม่พบเด็กหญิงคนนั้นอีกเลย สอบถามจากเด็กคนอื่น
ก็ไม่มีใครทราบ เด็กชายคนหนึ่งชี้มือไปที่ซอยเล็กริมถนน บอก
"บ้านเขาอยู่ในซอยนั่นแหละน้า อยู่สุดซอย บ้านหลังคาสังกะสีทาสีเขียว"
ผมตัดสินใจตามไปที่บ้านของเด็กหญิงคนนั้น
ขณะที่เดินไปตามทางดินลูกรังในซอย
ผมไม่อยากเชื่อว่าหลังตึกระฟ้ามีสลัมซ่อนอยู่
ผมหาบ้านหลังคาสังกะสีทาสี เขียวไม่ยาก
ผมยืนหลบมุมที่หน้ากองโอ่งครู่หนึ่ง
ขณะพยายามนึกหาคำพูดที่เหมาะสมเมื่อเจอเด็กหญิง
พลันได้ยินเสียงเด็กหญิงคนนั้น "เอ้า กินซะ
ไม่ได้กินอย่างนี้มานานเท่าไหร่แล้วนี่"
เสียงเด็กชายคนหนึ่งว่า "อร่อยจังเลยพี่"
ผมชะโงกหน้าออกไปดูทันที เป็นเด็กชายแดงที่ 'ถูกรถชนตายไปแล้ว'
คนนั้นนั่นเอง! คนตายคงไม่สามารถยิ้มและกินอาหารอย่างนี้!
เด็กสองคนนี้ไม่ได้ไปทำงานหลายวันเพราะเงินสองพันบาทของผม
เด็กหญิงว่า "ขอบคุณน้าคนนั้นมากเลยที่ให้ค่าทำบุญมาตั้งเยอะ"
"พี่ไปขอบคุณเขาทำไม เขาแกล้งแดงรู้ไหม"
"แต่เขาก็คงรู้สึกแย่ ไม่งั้นไม่ให้เงินมาตั้งเยอะ"
"พี่เก่งนะที่คิดออกมาได้ ทำให้เขารู้สึกผิด แล้วยังได้เงินมาตั้งสองพัน"
ผมเดินถอยกลับออกมา หัวเราะหึ ๆ ในใจรู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก
ผมน่าจะรู้ว่าเด็กพวกนี้มีสัญชาตญาณเอาตัวรอดสูงกว่าผมเสียอีก
ผมบอกที่ประชุมในวันต่อมา
"มีทางเดียวที่จะขายข้าวของเราคือทำโฆษณาให้คนดูรู้สึกแย่ แบบ Emotional
Blackmail น่ะครับ เสนอภาพชาวนาที่กำลังอดตาย ตายคาทุ่งเลย เอาแรง ๆ
สื่อให้คนดูรู้ว่า ถ้าเขาไม่ซื้อข้าวของเรา
ครอบครัวชาวนาที่มีเด็กเล็กเด็กน้อยอดตายแน่ ๆ"
ผมได้ยินเสียงปรบมือในห้องประชุม
จุดเริ่มต้นของความสุข
ผมคิดว่าอยู่ที่การค้นหาตัวเองให้พบไม่ใช่เรื่องง่าย
บางคนใกล้ตายยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร
เพราะติดอยู่กับความหลง หรือติดอยู่กับกระแสอะไรก็ตาม
ผมก็เช่นกันเคยถูกชักจูงจากสังคม
จากเพื่อนให้ไปทำงานหลายๆ อย่าง แต่ไม่ว่าทำงานอะไรก็ตาม
ต้องทำด้วยความชอบ จึงจะประสบความสำเร็จ
และต้องรับผิดชอบต่องานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
ขณะเดียวกันไม่มีงานไหนราบรื่น
ไม่มีหรอกที่ตัวเราจะไม่เครียด หรือไม่มีความทุกข์
หรือไม่หงุดหงิด
อยู่ที่ว่าแก้ไขให้ดีขึ้นได้ไหม ถึงจะไม่ได้ทั้งหมด
แต่อย่าเลวลงก็เท่านั้นเอง นั่นคือการดำรงชีวิตอยู่
จนเมื่อผมเข้าสู่วงการภาพยนตร์ ได้ไปถ่ายหนังตามสถานที่ต่างๆ
จึงค้นพบว่าจริงๆ แล้วตัวเองชอบทำ
งานอิสระและไม่จำเจไม่มีเวลาทำงานตายตัว และไม่เครียด
ทุกคนในกองถ่ายเป็นเพื่อนกันหมด
ตั้งแต่นั้นผมก็ติดอยู่กับงานแสดงมาตลอด
ซึ่งไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตามเราต้องทำตัวให้อยู่ได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้
ไม่ใช่อยู่ได้ด้วยการเอาตัวรอด
เพราะการเอาตัวรอดไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้องกับทุกอย่าง
แต่ด้วยการรักษา และเคารพมารยาทในการอยู่ร่วมสังคมการทำงาน
กับเพื่อนร่วมงานไม่แบ่งชั้นวรรณะ
ทุกคนมีความสำคัญในการทำงานเหมือนๆ กัน
เพียงแต่รับผิดชอบหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง
รวมทั้งการจัดระเบียบวินัยให้กับชีวิต
ไม่ใช่รับผิดชอบในการทำงานดี
แต่ไม่ดูแลตัวเอง ในเมื่อพ่อแม่ให้
ร่างกายมาครบ32 ประการ ก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องมีวินัยในตัวเอง
ไม่จำเป็นต้องสวยหล่อ หรือต้องใส่แบรนด์เนม
เพียงแค่ดูแลร่างกายให้สะอาด อยู่เสมอ
ต่อให้ใส่อะไรก็ดูดีทั้งนั้น
คนที่ทำงานหนักต้องพักผ่อนบ้าง
ไม่ใช่ทำงานจนสลบคาโต๊ะ คาเก้าอี้
หรือรอให้ป่วยก่อนแล้วค่อยไปหาหมอ
ขณะที่รถป้ายแดงกลับหมั่นเช็ดถูจนสีถลอก
ทำไมจึงห่วงรถมากกว่าตัวเอง
เหมือนกับชีวิตได้มาฟรีก็เลยไม่ดูแล
ขอให้คิดสักนิดว่าชีวิตคนยืนยาวกว่าของใช้เยอะ
ณ วันนี้ผมมาถึงจุดที่ตัวเองเพียงพอแล้ว
ได้ทำงานที่ชอบและได้มีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ตัวเองรัก
เสร็จงานกลับบ้านสวนที่จันทบุรี
อยู่กับความเรียบง่ายของธรรมชาติอยู่กับการปลดปล่อย
ไม่บังคับตัวเองว่าจะต้องกินอาหารเมื่อไร
นอนหรือตื่นเมื่อไร ผมกินอาหารวันละมื้อมา 8 ปี
จะกินก็ต่อเมื่อหิว และกินแค่พออิ่ม
ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือนอนหลับ
และจะตื่นเมื่อร่างกายต้องการ ไม่ได้บังคับว่าต้องตื่นเพื่ออะไร
เพราะอะไรก็ไม่หนีเราไปไหน ต้นไม้ยังรอ บ้านก็ยังรอเราอยู่
ผมใช้ชีวิตอย่างนี้มาสามสิบปีไม่เคยรู้จักความเหงา
พอคนงานกลับไปหมด
บ้านจะเงียบ ไม่มีคนอยู่ในสายตา
ผมปิดไฟ มองเห็นดาวเต็มท้องฟ้า นอนฟังเสียงจักจั่น
แค่นี้สำหรับผมก็พอแล้ว
นิรุตติ์ ศิริจรรยา
คณะปฏิรูปการปกครองฯ ประกาศควบคุมสถานการณ์
ต่อมาเวลา 23.00 น. วันที่ 19 ก.ย. 2549 สถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ได้ออกอากาศคำประกาศ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ดังนี้
“เนื่องด้วยขณะนี้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลไว้ได้แล้ว โดยไม่มีการขัดขวาง เพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองจึงขอความร่วมมือประชาชนในการให้ความร่วมมือและอยู่ในความสงบ และขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วย”
วันนี้เป็นวันแรกที่ได้ลงมาภาคใต้ พ่อเลยปลุกเราตั้งแต่ตี 4 ทั้งที่เราบอกแล้วว่าเครื่องออกตอน 9.45 ไปแปดโมงก็ยังทัน แต่สายไปเสียแล้ว พ่อเราอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ทำให้เราต้องตื่นขึ้นมาด้วยความเพลีย เมื่อคืนดึกไปหน่อย จากนั้นเราก็นั่งรถมาที่ดอนเมืองเลย ต้องมานั่งคนเดียวตอน 6.00 กว่ามั้ง เฮ้อ แต่ก็ยังดีที่ได้นั่งเครื่องบินมา 555+ นั่งเครื่องบิน แอร์เอเชีย มาลงที่กระบี่ ก็ใช้เวลาไปประมาณ 1.45 ชั่วโมงก็ถึงดินแดนที่สวยงามแห่งหนึ่งของประเทศไทย อ้อ เรามีเพื่อนมาด้วยอีก 3 คน คือ เด็กมหิดล 2 คน ชื่อ ปูน และ ขวัญ เป็นสองสาวที่กนุกหนานมั่กๆๆ และ บัดดี้เราคือ กบ ( ไม่ได้อยู่ตามบึง หนอง ) เป็นอาสารุ่นเดียวกัน และแล้วพี่มด ซึ่งเป็นพี่ที่โครงการก็ขับ วีออส มารับเราทัวร์รอบเมืองก่อนเข้าออฟฟิต ที่นี่ดูเจริญมาก อาจเป็นเพราะที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็ได้ แล้วพี่มดก็พาพวกเราเข้าออฟฟิต ซึ่งที่นี่ก็ยังมีพี่ม่อน เป็นพี่เจ้าหน้าที่โครงการ และเป็นเพื่อนสนิทกับพี่มด ตอนแรกเรานึกว่าที่นี่จะเข้มข้น และมีกฎระเบียบมากเสียอีก ที่ไหนได้ พี่ๆ ทุกคนต่างก็น่ารักมากและนิสัยดีมากๆ ทำให้เราหายเกร็งและเราก็เริ่มรู้สึกที่จะสนุกแล้วด้วย อิอิ พี่ม่อนบอกว่าที่นี่เราสามารถขับรถของพี่มดได้ ซึ่งเป็นวีออส แต่ที่ไหนได้ มีขวัญ กับพี่มดเท่านั้นที่ขับเป็น เศร้าเลยตรู เดี๊ยวเราจะไปหัดขับรถดีกว่า 555 แนะนำตัวเสร็จแล้ว เราก็ลงพื้นที่เลย แต่ว่าเราขออาสามาเอง เพราะที่จริงแล้วเราอยากจะมาดูทิวทัศน์ที่นี่ ที่นี่ดีอย่างนึงคือ อากาศเย็นมากๆ สบาย สบาย ไม่มีแดดเลย นี่แหล่ะ อากาศที่เราใฝ่ฝัน
เมื่อเก็บข้าวเก็บของแล้วเราทั้ง 5 ชีวิตก็ลงมาที่ จ. พังงา มาเข้าพักที่ Best Western : Palm Galleria Resort เป็นรีสอร์ตที่สวยมากๆ เป็นสไตล์บาหลี ซึ่งที่นี่เองก็เคยโดนซึนามิถล่มมาแล้วตอนที่กำลังจะเปิดให้ใช้บริการ โชคดีของที่นี่ที่ไม่มีใครเป็นอะไร โชคดีของตูด้วย ที่ไม่เจออะไร เลยได้ 1 ห้องเตียงคู่ แต่นอนคนเดียว พี่เปิดให้คนละห้อง ข้างในสะดวกสบายมาก ให้ 5 ดาวเลย ติดทะเล แต่ก็ยังเกรงๆ อยู่ว่า อีคลื่นบ้านั่นจะมาเวลาไหน เผื่อถูกแจ๊คพล็อต ( พูดเล่น อย่ามาเลย )เก็บของเข้าที่พักแล้ว พวกเราก็ไปต่อที่ โคลกกลอย จ. พังงา เพื่อไปดูการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ระหว่างนายทุนและชาวบ้านที่ถูกฟ้องขับไล่ โดยมีผู้พิพากษามาไกล่เกลี่ย แต่พวกเราไปดูไม่ทันก็เพราะว่า เราหลงอยู่ในเมืองหาทางเข้าไม่ถูก กว่าจะเข้าไปได้ เขาก็เลิกกันแล้ว แต่ยังดีที่มาถึง ที่นี่เรายังได้พบกับอาสาสมัครอีก 3 คนที่เป็น อาสารุ่นเดียวกับเรา คือ พี่ติ ออด และโต๋ แต่อยู่คนละโครงการกัน 3 คนนี้ อยู่ Save Andaman ซึ่งประจำที่ภูเก็ต และ พังงา ส่วนเรากับกบ อยู่ที่ Asia Foundation ซึ่งองค์กรเรากับเขาจะประสานงานช่วยกัน ทักทายปราศรัยพอสมควรก็กลับ เพราะเรายังมีงานวันพรุ่งนี้อีก วันนี้ยังไม่มีอะไรที่หวือหวามากนักคงเป็นวันแรกมั้ง อิอิ ไม่นานเราก็จะได้ขับวีออสแล้ว แต่ต้องไปหัดขับก่อน นี่คือสิ่งสำคัญ
ปล. เราคิดถึงทุกคนนะอย่าลืมส่งแรงเชียร์และแรงใจมาให้ด้วยนะ รักเราน้อยๆ แต่ขอให้รักนานๆ อิอิ อืม และเราจะไปกรุงเทพประมาณวันที่ 3 หรือ 4 นี่แหล่ะ ไปสอบทนาย เราคงได้เจอกัน
ไดอารี่นี่อาจไม่ได้เขียนทุกวันนะ ขี้เกียจเหมือนกัน แต่ถ้าเจออะไรดีๆ มันส์ๆ หรือเหตุการณ์ที่น่าสนใจ เราก็จะมาลงนะจ๊ะ บาย รักนะเด็กโง่ ( โง่นะที่รักเด็ก )
ฉันค้นคว้าหาคำตอบ เท่าไหร่ไม่เจอ
เพราะอะไรเหตุใด ถึงไม่ลืมเธอสักที
หรือต้องรอให้เธอบอก ฉันเป็นส่วนเกิน
ที่บังเอิญผ่านมา แล้วทำให้เธอกับเขาวุ่นวาย
เธอจะร้ายเพียงใด อดทนไว้ เข้าใจโดยดี
เคืองไม่มี ยังภัคดี โดยไม่เคยเปลี่ยนแปลง
อยากแสดงให้เธอ รู้ซึ้งถึงความจริงจังจริงใจ
ด้วยยังหวังซักวัน ฟ้ารู้ถึงคำรำพันของฉันเมื่อไหร่
สะกิดใจบอกเธอ ให้ช่วยพิจารณา
ฉันไม่เคยคิดแข็งข้อ หรือบังอาจขอ
เพราะยังเจียม และเตรียมหัวใจของคนส่วนเกิน
คบฉันไว้เหมือนเป็นเพื่อน ช่วยเตือนเภทภัย
ทุกข์เมื่อไหร่ปลอบใจร้องไห้คราใดจะคอยเช็ดน้ำตา
ปรารถนาเวียนวน ตามประสาของคนเคยเคียง
จึงร้องเรียน เวียนและวน ทนแม้จะถูกหยาม
จะพยายามให้เธอ
เว้นที่ภายในดวงใจของเธอให้กับฉัน....ได้ยิน
รกร้างเยือกเย็นเดียวดายเจียนตายไม่หวั่น
จะทำใจ แบ่งใจ...ให้ฉันนิดนึงพอ
ให้ฉันนิดนึงพอ
แย่จังวันนี้ เมื่อวานไม่สบาย วันนี้หายซะแล้ว หวัดหายไปพร้อมกับ USB ข้างในของดีเต็มเลย กำ อุตส่าห์หายป่วยทั้งที ของกลับมาหายอีก เสียดายโว้ย ใครว่ะเอาไป เฮ้อ เก็บตังซื้อใหม่อีกล่ะ ดีนะที่ซื้อมาไม่ค่อยแพง ยี่ห้อ ซัมซุง ฟาดเคราะห์ไปพี่น้อง แต่ไม่เป็นไรของพวกนี้มันซื้อใหม่ได้ ของนอกกาย แต่สุขภาพดิ หาซื้อไม่ได้ แล้วนี่น้องกิ๊บถึงหาดใหญ่หรือยังเนี่ย นั่งรถไฟไปคนเดียว เป็นห่วงจังเลย แล้วน้องกิ๊บก้นไม่พังเหรอเนี่ยนั่งรถไฟอย่างไกลเลยอ่ะ เป็นเราไม่ไหวหรอก และก็วันนี้เลยไม่ได้ไป เนติ ตลิ่งชันเลย พวกเพื่อนๆ ไปสมัครเรียนกันแล้ว เราคงไม่เรียนหรอก ขี้เกียจอ่ะ